ทำไม นิเวศอธิษฐาน ตอนที่ 1

mikebickle

นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า    นิเวศอธิษฐาน

อสย 56:7

…มากกว่า โปรแกรม  หรือ การประชุมอธิษฐาน คริสตจักรทุกวันนี้ต้องยอมรับบทบาทของการเป็น นิเวศอธิษฐานนิรันดร์…ไมค์  บิคเคิล

นิเวศอธิษฐานในเมืองๆหนึ่ง ไม่ได้อยู่ที่ คจ หนึ่ง หรือเป็นพันธกิจหนึ่ง หรืออยู่ในตึกๆหนึ่งที่ประชุมอธิษฐานกัน  สำหรับนิเวศอธิษฐานนานาชาติที่เมืองแคนซัสก็เป็นเพียงสถานีน้ำมันที่ เราเองได้เทน้ำมันลงไปในไฟแห่งการอธิษฐาน ให้ไฟนั้นลุก จริงๆในเมืองแคนซัส   ดังนั้น นิเวศอธิษฐานของเมืองแคนซัส ประกอบไปด้วยพระกายของพระคริสต์จากคริสตจักรต่างๆกว่า 1000 แห่งในเมืองแคนซัส

อัตลักษณ์นิจนิรันดร์ของประชากรของพระเจ้า ก็คือ ทำบทบาทในฐานะ นิเวศอธิษฐาน ในเวลานี้ และ ใน ยุคที่จะมาถึงด้วย  พระเยซูคริสต์เองทรงเปิดเผยแก่เรา ใน มธ 21:13  ว่า “ นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า นิเวศอธิษฐาน “  ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์เองก็ป่าวประกาศ เมื่อท่านได้เผยพระวจนะต่ออิสราเอล ใน อสย 56:7       เมื่อพระเจ้าทรงเรียกเราด้วยชื่อเฉพาะ ชื่อนั้นจะเป็นตัวบ่งบอกถึง คุณลักษณะ และ วิธีการและ บทบาท ที่เราจะทำงานร่วมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

การเป็นนิเวศอธิษฐานมีความหมายอย่างไร ?  หมายความว่า พระเจ้าพูดกับเรา สิ่งที่พระเจ้าพูดได้เคลื่อนใจของเรา  ทำให้เราพูดสิ่งนั้นกลับไปที่พระเจ้า  เคลื่อนใจพระเจ้า ( It means that God speaks to us and moves our heart; then we speak those very words back to Him , moving His heart)  ซึ่งจะส่งผลให้ ทรัพยากรของพระเจ้า –ฤทธิ์อำนาจของพระองค์  เงิน  พระปัญญา  ความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ความโปรดปรานในการรับใช้—ได้รับการปลดปล่อยสู่มิติของโลกนี้  รากฐานของการอธิษฐาน ที่ว่า พระเจ้าตรัส นั้น เคลื่อนใจเรา และ เราก็พูด ซึ่งจะเคลื่อนใจพระเจ้า  นี่เป็นวิธีการปฎิบัติการของครอบครัวของพระเจ้าที่นิจนิรันดร์

The Mystery and Majesty of Intercession     ความล้ำลึกและความล้ำเลิศของการอธิษฐานวิงวอน

เมื่อเราพิจารณาถึงอัตลักษณ์ของเราว่าเป็น นิเวศอธิษฐานของพระเจ้า  ผมเองประทับใจถึงความความล้ำลึกของการอธิษฐานวิงวอนที่เป็นความเรียบง่ายเหลือเกิน     เราเพียงแต่บอกสิ่งที่พระองค์บอกเราให้กลับไปที่พระองค์ ง่ายและทุกคนทำได้   การล้ำเลิศของการอธิษฐานวิงวอนก็คือว่า พระองค์เองทรงเป็นนักอธิษฐานวิงวอน  พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่เป็นนิจนิรันดร์เพื่ออธิษฐานเผื่อประชากรของพระองค์ ( ฮร.7:25)  และในขณะนี้พระองค์ทรงปกครองบรรดาประชาชาติผ่านการอธิษฐานวิงวอน       ( ดู สดด 2:8)  พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าที่สมบูรณ์ แต่ถึงการนั้นพระองค์ทรงอธิษฐานวิงวอน  ช่างเป็นความถ่อมใจอะไรเช่นนี้

ในปฐก.บทที่  1 แผนการของพระบิดาในการจัดการโลกนี้  พระวิญญาณของพระเจ้าได้ปกคลุมโลกที่มืด และ ไร้รูปร่างอยู่  และแล้ว พระเจ้า (พระเยซู) ตรัสว่า ความสว่างจงเกิดขึ้น และ ความส่วางก็เกิดขึ้น ( ปฐก 1:2)

เมื่อพระเยซูประกาศ  ตรัส ให้ความส่วางเกิดขึ้น  นั้น พระวิญญาณก็ปลดปล่อยความสว่างต่อเมื่อพระเยซูประกาศออกไป    ความมืดจะยังคงอยู่จนกระทั่งพระเยซูได้ “ อธิษฐานวิงวอน” และตรัสถ้อยคำของพระเจ้า เหนือ ความมืดนั้น และปลดปล่อย พลังแห่งการสร้างสรรค์จากพระเจ้าออกไป

ตรีเอกานุภาพของพระเจ้าทรงทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในการทรงสร้าง  แผนการของพระบิดาคือการสร้างสวรรค์บนแผ่นดินโลก    พระเยซูได้ตรัสให้แผนงานนั้นเกิดขึ้น   ปฎิบัติการของพระเยซูเองได้สอดคล้องกับหลักการของการอธิษฐานวิงวอน โดยการตรัสพระคำของพระเจ้า กลับไปที่พระบิดา แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ (ดู ปฐก 1:3,9,11,14-15,30)

พระเยซูเปิดเผยพระองค์ว่าเป็น “นักอธิษฐานวิงวอน เผยพระวจนะ”  ในฐานะพระผู้สร้าง ตรัสถ้อยคำของพระเจ้ากลับไปที่พระเจ้า “ โดย​พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ ฟ้า​สวรรค์​ก็​ถูก​สร้าง​ขึ้น​มา กับ​บริ​วาร​ทั้ง​ปวง ก็​ด้วย​ลม​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​องค์  “ สดด 33:6  เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงสร้างทุกสิ่งด้วยถ้อยคำของพระบิดา  และ พระองค์เองทรงค้ำจุน สรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างด้วย พระคำของพระองค์  ( ดู คซ 1:17  ฮร. 1:3)   และนี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการอธิษฐานวิงวอนที่พระเยซูจะใช้ไปนิจนิรันดร์

Prayer is Agreement   การอธิษฐาน คือการเห็นพ้องต้องกันกับหัวใจของพระเจ้า

การเห็นพ้องต้องกันกับพระเจ้า คือรากฐานของการอธิษฐานและการทำสงครามฝ่ายวิญญาณ และ การแสดงออกในการนมัสการที่เห็นพ้องต้องกันกับพระลักษณะของพระเจ้า

When we declare the truth of who God is in Worship, our faith expands to agree with what He has promised.

เมื่อเราประกาศความจริง ว่า พระเจ้าคือผู้ใด                 ความเชื่อของเราขยายออกไป                        เห็นพ้องต้องกันกับคำสัญญาต่างๆของพระเจ้า

ตัวอย่างเช่น เราอาจพูดกับพระเจ้าว่า “ พระองค์ทรงคู่ควร “ “ พระองค์ดี” พระองค์ผู้บริสุทธิ์”   ในการนมัสการเราป่าวประกาศความจริงของพระเจ้า ว่า พระองค์คือผู้ใด และนี่จะนำพาจิตใจของเราให้เข้าใกล้ชิดพระองค์   การอธิษฐานวิงวอน คือ การเห็นด้วยกับพระสัญญาว่าพระเจ้าจะทำอะไร  ตัวอย่างเช่น เราอาจพูดว่า “ขอพระองค์ปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระองค์  เมื่อเราป่าวประกาศความจริงว่าพระองค์คือผู้ใดในการนมัสการ ทำให้ความเชื่อเราขยายเห็นพ้องต้องกันกับพระองค์ ถึงคำสัญญาของพระองค์ในการอธิษฐานวิงวอน   พระบิดาทรงเจิม “นิเวศของพระองค์” จะร่วมครอบครองกับพระเยซูผ่านการอธิษฐานวิงวอนที่มีพื้นฐานมาจากชีวิตที่ใกล้ชิดสนิทสนม  ความใกล้ชิดสนิทสนมพูดถึงหัวใจของเราที่เชื่อมต่อกับพระเจ้า  การอธิษฐานวิงวอนเกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยทรัพยากรของพระองค์

ดังนั้นเมื่อเราเห็นว่า พระเจ้าทรงปกครองจักรวาลของพระองค์ ด้วยการมีหุ้นส่วนกับผู้คนของพระองค์ ผ่านทางการอธิษฐานวิงวอน       พระองค์เปิดประตูแห่งพระพร และปิดประตูของการกดขี่ของวิญญาณชั่วโดยตอบสนองต่อการอธิษฐานของเรา   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานบทบาทที่มีพลัง ที่ชี้ ขนาดของคุณภาพชีวิต ที่เรามีประสบการณ์  เมื่อเราตอบสนองต่อพระองค์ในการอธิษฐาน  การเชื่อฟัง ความเชื่อและ ความอ่อนโยน  มีพระพรที่พระองค์ทรงเลือก แต่ให้เมื่อผู้คนของพระองค์จะลุกขึ้นและเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ในการอธิษฐาน  พระองค์ทรงเรียกร้องที่เราจะขอ เพราะว่าการอธิษฐานจะทำให้เรามีปฎิสัมพันธ์กับหัวใจของพระองค์  ( ยกบ 4:2)  นี่เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาของพระองค์ที่จะมีหุ้นส่วนกับเราอย่างใกล้ชิดสนิทสนม

ความหึงหวงของพระเจ้าปกป้องสัมพันธภาพของพระองค์กับเราโดยไม่ทรงปลดปล่อยทรัพยากรของพระองค์จนกว่าเราจะทูลขอพระองค์ในการอธิษฐาน  พระองค์ทรงเรียกร้องให้เราอธิษฐานต่อพระองค์  ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่พระองค์ทรงหึงหวงสัมพันธภาพกับเรา และพระองค์ทรงหึงหวงที่จะจัดตั้งความดีงามของพระองค์ในชีวิตของเรา   พระเจ้าทรงโหยหาที่จะปลดปล่อย พระคุณ และ ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ แต่ทรงรอคอยจนกระทั่งพระองค์ได้ยินเสียงร้องอธิษฐานวิงวอนของประชากรของพระองค์ (ดู อสย 30:18-19)  พระเจ้าจะไม่ทำส่วนที่เราต้องทำ และเราก็ไม่สามารถที่จะทำส่วนของพระองค์ด้วย   ถ้าเราไม่ทำส่วนของเรา แล้ว พระเจ้าจะไม่ปลดปล่อยความช่วยเหลือบางอย่างและพระพรที่พระองค์ตั้งใจจะให้เรา

Justice   ควายุติธรรม

พระเยซูเป็นนักปฎิรูปสังคมตัวเอ้  พระองค์ทรงจัดตั้งความยุติธรรมเพื่อจะปฎิรูปในสังคม   ในพระกิตติคุณ   ลูกา พระเยซูตรัสว่า “ พระองค์จะไม่นำการยุติธรรมมาสู่พวกที่พระองค์ทรงเลือกที่ร้องต่อพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืนหรือ  (ลก 18:7)  พระเยซูเป็นนักปฎิรูปสังคมคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้เชื่อมโยงการปฏิวัติวัฒนธรรมกับการอธิษฐานทั้งกลางวันกลางคืน

ความยุติธรรมของพระองค์ได้แสดงออก ในการนำวิญญาณ การรักษาให้หาย การฟื้นฟู  ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว  และการปฎิรูปสังคม    ซึ่งมากกว่าการป้องกันไม่ให้คนชั่วร้ายไม่ให้กดขี่คนอื่น แต่รวมถึงการเสริมพลังอำนาจให้ประชากรของพระเจ้า  พระเยซูทรงทราบว่าการอธิษฐานนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นทางฝ่ายวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับความไม่ยุติธรรม และ การอธิษฐานจะเปลี่ยนแปลงบรรยากาศฝ่ายวิญญาณและภาคพื้นนั้นๆ

พระเยซูทรงต่อในข้อ 8 “ พระองค์จะให้ความยุติธรรมอย่างรวดเร็ว  วิธีทางเดียวที่จะรักษาความยุติธรรมให้แสดงออกอย่างเต็มที่ ก็เพียงแต่เราจัดการกับอำนาจของวิญญาณชั่วในมิติที่เหนือธรรมชาติ การขับเคลื่อนทูตสวรรค์ และ วิญญาณชั่ว ด้วยคำพูดของเรา ( ดู ดนล 10:12-13)  นี่คือสิ่งที่พระเยซูถามในข้อ 7   การเคลื่อนไหวของพันธกิจจะไม่ก้าวหน้าหากปราศจากการอธิษฐานทั้งกลางวันและกลางคืน

 

Intercession and God’s Plan    การอธิษฐานวิงวอนและแผนงานของพระเจ้า

การอธิษฐานมักเป็นศูนย์กลางของเป้าประสงค์ของพระเจ้า ในวิวรณ์บทที่ 4-5 ได้อธิบายถึงระเบียบการนมัสการรอบๆพระบัลลังก์ของพระเจ้า ที่ซึ่ง สัตว์ทั้งสี่ได้เห็นพ้องต้องกันกับพระองค์ ใน การนมัสการอธิษฐาน 24/7 ( ดู วว4:8)  ให้ลองพิจารณา ตัวอย่างต่อไปนี้

  • ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติในการประชุมอธิษฐานในสวนเอเดน เหมือนที่อาดัมเดินกับพระเจ้าในแต่ละวันในเช้าที่อากาศเย็นสบายๆวันหนึ่ง ( ปฐก 3:8)
  • อิสราเอลในฐานะประเทศหนึ่ง ได้เริ่มการประชุมอธิษฐานที่ภูเขาซีนาย ทันทีหลังจากที่เขาข้ามทะเลแดง เมื่อพระเจ้าเรียกเขาให้เป็นอาณาจักรปุโรหิต    ( ดู อพย 19:6-20)
  • คำบัญชาแรกที่พระเจ้าให้อิสราเอลคือ สร้างที่นมัสการ นิเวศอธิษฐาน ในถิ่นทุรกันดาร (อพย 25)
  • เป้าประสงค์ของประชากรของพระองค์คือเป็นนิเวศอธิษฐาน นั้นมีความชัดเจนขึ้นในสมัยการปกครองของดาวิดและโซโลมอน ซึ่งเป็นยุคสมัยที่รุ่งเรืองของอิสราเอล  กษัตริย์ดาวิดจัดตั้ง การนมัสการทั้งกลางวันและกลางคืน (1พศด 15-16) และให้การสนับสนุนทางการเงินกับ นักดนตรี นักร้องถึง 4000 คน ( 1 พศด 23:5 25:7)  กษัตริย์ดาวิดสั่งให้กษัตริย์และผู้นำของชนรุ่นต่อไป จัดตั้งและรักษาการนมัสการที่พระเจ้าได้เปิดเผยสำแดงต่อพระองค์ (2พศด 29:5 35:4   เอสรา 3:10   เนหะมีย์ 12:45)
  •  เศรุบาเบลจัดตั้ง นักร้อง นักดนตรี เต็มเวลาเหมือนที่กษัตริย์ดาวิดได้สั่งไว้ ( ดู เอสรา 3.10-11 เนหะมีย์ 12.47)
  • เอสราและเนหะมีย์ได้ทำสิ่งเดียวกัน (ดู เนหะมีย์ 12.25,45)   แต่ละครั้งได้มีการจัดตั้งการนมัสการเข้ามาในชนชาติอิสราเอล เกิดการทะลุทะลวง ปลดปล่อย ชัยชนะของการทำสงครามก็ตามมา
  • พระเยซูเองเริ่มพันธกิจสาธารณะของพระองค์ด้วยพันธกิจการอธิษฐานในถิ่นทุรกันดาร (มธ4) และจบพันธกิจของพระองค์ด้วยการอธิษฐานในสวนเกทเซมาเน (มธ26)
  • คริสตจักรเองก็แจ้งเกิดจากการประชุมอธิษฐาน ( กก1-2)
  • ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะจบลงในบริบทของการเคลื่อนไหวการอธิษฐานทั่วโลก  ความขัดแย้งในวาระสิ้นยุค จะเป็นการขัดแย้งของสองนิเวศอธิษฐาน นำการเคลื่อนไหวของสองการนมัสการของโลก ( พระคริสต์ และ ปฎิปักษ์พระคริสต์)    พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังสร้างการเคลื่อนไหวนมัสการที่เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  (ดู วว 22.17 5.8,8.4, ลก 18.7-8  อสย 62.6-7 24.14-16 25.9  26.8-9  30.18-19 42.10-13)  การเคลื่อนไหวการนมัสการครั้งนี้จะทำให้ปฎิปักษ์พระคริสต์และการนมัสการของมันพ่ายแพ้ไปในยุคสุดท้าย  ( ดู วว 13.8)
  • ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา พระวิญญาณจะเจิมคริสตจักรในประเทศต่างๆให้ตั้งมั่นในอัตลักษณ์ในการเป็นเจ้าสาวและทำหน้าที่ของเธอในการอธิษฐานวิงวอนและนมัสการ เธอจะร้องเป็นเสียงเดียวใจเดียวกับพระวิญญาณว่า “ เชิญมาเถิด “    วว.22.17

เหมือนพระเยซูที่ปรารถนาเจ้าสาวของพระองค์  เป้าประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้าสำหรับสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างคือ คือ การจัดหาครอบครัวให้กับพระองค์เองและจัดเตรียมเจ้าสาวให้พระบุตรของพระองค์   เจ้าสาวที่จะครอบครองเป็นนิจนิรันดร์กับพระองค์ในฐานะหุ้นส่วนชีวิตที่นิจนิรันดร์ของพระองค์

พระเยซูคริสต์          องค์เจ้าบ่าว            พระผู้เป็นเจ้า          ของเรา

ยอนห์ได้ยินเสียงประกาศแห่งพระสิริในสวรรค์ว่า ให้ชื่นชมยินดี เพราะว่างานมงคลสมรสของพระเมษโปดกได้มาถึงแล้ว  และ เพราะว่า เจ้าสาวของพระเยซูได้เตรียมตัวของเธอให้พร้อมแล้ว ( ดู วว 19.7-9)  ใช่แล้วประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ชาติจะจบลงที่การเฉลิมฉลองงานมงคลสมรสที่ยิ่งใหญ่   หลักการที่เป็นการชี้นำของกิจการของพระบิดาตลอดทั้งประวัติศาสตร์ก็คือการเตรียมเจ้าสาวให้คู่ควรกับพระบุตรและฝึกอบรมเจ้าสาวที่จะครอบครองแผ่นดินโลกนี้ในฐานะหุ้นส่วนชีวิตนิจนิรันดร์     ( ดู วว 3.21  5.10)

 

เหมือนกับที่ผู้หญิงถูกเรียกว่าบุตรพระเจ้า (son of God) และ ที่ผู้ชายถูกเรียกให้เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ( bride of Christ)  ทั้งคำว่า บุตรพระเจ้า และ เจ้าสาวของพระคริสต์ เป็น คำที่บรรยายถึง ฐานะหรือ ตำแหน่งแห่งสิทธิพิเศษต่อหน้าพระเจ้า ในฐานะผู้ที่รับการไถ่แล้ว  ซึ่งสิทธิพิเศษนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงคุณลักษณะทางเพศแต่อย่างใด ( กท 3.28)  ในฐานะ ที่เป็นบุตรของพระเจ้า เรามีประสบการณ์กับพระบัลลังก์ของพระเจ้า ในฐานะ ผู้รับมรดก แห่งฤทธิ์อำนาจของพระองค์  ในฐานะเจ้าสาวของพระองค์ เรามีประสบการณ์กับหัวใจของพระองค์ ความปรารถนาอันลึกซึ้งที่มีต่อเรา

 

ผู้ชายมักมีความคับข้องใจกับเรื่องการเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ เพราะเข้าใจผิดว่าถูกเรียกให้เป็นชายน้อยลง   การมีประสบการณ์กับความจริงเกี่ยวกับเจ้าสาวพระคริสต์ไม่ได้ทำให้คุณค่าของความเป็นชายลดลงเลย แต่ทำให้ความเป็นชายเข้มแข็งขึ้นต่างหาก  พระเจ้าทรงสร้างเราให้รักพระองค์หมดหัวใจตลอดไป

 

ผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าบางท่านที่ได้เดินมาถึงความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณเมื่อได้เผชิญความจริงกับการเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์  กษัตริย์ดาวิดเป็น กษัตริย์ นักรบ นักรัก ที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ยังเป็นนักนมัสการที่หัวใจถูกเกาะกุมด้วยไฟปรารถนาพระเจ้า และ ยังตื่นตะลึงไปกับความงดงามของพระเจ้าอีก ( สดด27.4)

 

ยอห์นได้เผยพระวจนะ จะมีเวลาที่  พระวิญญาณและเจ้าสาวจะกล่าวเชิญ เป็นใจเดียวกัน “ขอเชิญ พระองค์เสด็จมา” ( วว22.17,20) คำเผยพระวจนะของท่านได้อธิบายถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรกับพระวิญญาณบริสุทธิ์  เขาได้ พูดและทำในสิ่งที่พระวิญญาณทรงทำ  นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระวิญญาณเน้นว่าอัตลักษณ์ของคริสตจักรในทุกๆประเทศคือเจ้าสาวของพระคริสต์

 

น่าสังเกตว่า ยอห์นไม่ได้เผยพระวจนะว่า พระวิญญาณและครอบครัวกล่าวว่า ขอเสด็จมา  หรือไม่ได้กล่าวว่า พระวิญญาณและกองทัพของพระเจ้า หรือ แผ่นดินของพระเจ้า หรือ พระกายของพระเจ้า หรือ ปุโรหิต  แต่ เป็น พระวิญญาณและ เจ้าสาว ร้องเป็นเสียงเดียวใจเดียวขอให้พระเยซูเสด็จกลับมา เราจะชื่นชมยินดีนิรันดร์ในอัตลักษณ์ฝ่ายวิญญาณของเรา ในฐานะพระกายของพระคริสต์ และ ครอบครัวของพระเจ้า

 

พระเยซูจะไม่เสด็จกลับมาสู่คริสตจักรที่ไม่อธิษฐาน แต่จะเสด็จมาหาผู้คนของพระองค์ที่เติบโตในสัมพันธภาพเจ้าสาวของพระคริสต์ เขาเหล่านั้นจะเป็นหุ้นส่วนในการอธิษฐานวิงวอนเพื่อการเก็บเกี่ยว  คริสตจักรจะไม่พลาดจากการประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าไปที่สุดปลายแผ่นดินโลก  ผู้คนของพระเจ้าจะทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ ส่งออกผู้ประกาศไปยังบรรดาประชาชาติด้วยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มธ24.24)  เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาพระองค์จะมารับเจ้าสาวเป็นของพระองค์ เจ้าสาวที่เต็มไปด้วยหัวใจรักที่ร้อนเป็นไฟ เต็มไปด้วยหัวใจที่ปรารถนาพระองค์ผู้เดียว

 

ถ้าเพียงแต่เราจะนำการเปิดเผยสำแดงที่ว่า พระเยซูทรงเป็นองค์เจ้าบ่าว  พระเยซูเต็มไปด้วยไฟปรารถนาผู้คนของพระองค์  ในฐานะเจ้าสาวของพระคริสต์ เราต้องเดินในการเปิดเผยสำแดงถึง อารมณ์ความรู้สึกของพระองค์ที่มีต่อเรา  เข้าใจและยินดีในความอุทิศทุ่มเทของพระองค์ที่จะแบ่งปันหัวใจของพระองค์กับเรา  และ ที่เราจะตอบสนองด้วยเต็มใจ ด้วยหัวใจที่เขื่อฟังพระองค์ เมื่อเราให้พระองค์เป็นหุ้นส่วนชีวิตด้วย  ( เราปฎิเสธ การตีความที่สุดโต่ง ด้วยอารมณ์ความรู้สึก เกี่ยวกับเรื่องราว ความหมายของเจ้าสาวพระคริสต์ เช่น ออกไปเดทไนท์กับพระเยซู เชิงชู้สาว เป็นต้น)

 

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองในเชิงสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับคนของพระองค์ ผ่านทางพระคริสตธรรมคัมภีร์

  •  โฮเชยาได้เผยพระวจนะ ว่าวันหนึ่ง คนของพระเจ้าจะเรียกพระเมสิยาห์ ของเขาว่า “สามี” จะไม่เรียกว่า “นายงาน”อีกต่อไป ( ฮชย 2.6)
  • อิสยาห์ อธิบายว่า พระเจ้าทรงชื่นชมยินดีเหนือคนของพระองค์ ในฐานะ เจ้าบ่าว ชื่นชมยินดีเหนือเจ้าสาว (อสย62.4-5)
  • พระเยซูทรงเรียกพระองค์เอง เมื่อทรงเริ่มต้นพันธกิจ ว่าเป็น องค์เจ้าบ่าว (มธ9.15) ในฐานะกษัตริย์ พระองค์ทรงเปิดเผยฤทธิ์อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์  แต่ในฐานะองค์เจ้าบ่าว พระองค์ทรงสำแดงหัวใจที่ลุกเป็นไฟด้วยความรักต่อผู้คนของพระองค์
  • ยอห์น บัพติศโตเรียกพระเยซูว่าองค์เจ้าบ่าว (ยน3.29)
  • ช่วยสุดท้ายของพันธกิจการรับใช้ พระองค์ได้สอน เรื่องแผ่นดินของพระเจ้าเหมือน พระราชา พระบิดาทรงเตรียมงานแต่งงานให้กับลูกของพระองค์ (มธ22.2)
  • แม้แต่นครเยซูซาเล็มใหม่ ก็ถูกเรียกว่า “ เจ้าสาว” (วว 21.19-10)  ซึ่งเป็นชื่อ สำหรับทุกคน ที่ถูกเตรียมที่จะปกครองจากเมือที่ยิ่งใหญ่เมืองนี้  เป็นที่ที่ผ๔ที่ได้รับการไถ่แล้วจะมีประสบการณ์หน้าต่อหน้า ใกล้ชิดสนิทกับพระเยซูในฐานะองค์เจ้าบ่าว (วว 22.4)

เมื่อเราพบพระองค์ หน้าต่อหน้า ณ.วันที่ยิ่งใหญ่วันนั้น พระเมษโปดกจะรับเจ้าสาวของพระองค์กลับไปบ้านของพระบิดาและอยู่กับพระองค์ตลอดไปนิจนิรันดร์   ในช่วงเวลานี้เป็นเวลาของการหมั้นหมายก่อนงานแต่งงานของเจ้าสาวและเจ้าบ่าว พระเจ้าประสงค์ให้เรามีประสบการณ์กับความใกล้ชิดสนิทสนมกับความอ่อนสุภาพ ความเมตตากรุณาและความปรารถนาที่ร้อนแรงที่พระองค์ทรงมีต่อเรา ชีวิตอธิษฐานของเราจะได้รับพลังและการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากความใกล้ชิดสนิทพระเจ้า

ปัญหาของการหมดไฟเป็นปัญหาใหญ่ในทุกวันนี้  นักอธิษฐานที่ร้อนรน ยุค 1980และ 1900 ได้สูญเสียการเจิมที่สดใหม่ของน้ำมันแห่งการใกล้ชิดสนิทพระเจ้าไป  พระเจ้าปรารถนาให้เรารื้อฟื้นชีวิตที่ใกล้ชิดสนิทพระองค์  พระองค์โหยหาให้เรารู้จักพระเยซูในฐานะพระเจ้า องค์เจ้าบ่าวของเรา

นี่เป็นรากฐานที่ทำให้คริสตจักรกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างบริบูรณ์ ในอัตลักษณ์ของนิเวศอธิษฐาน ( อสย 56.7)  เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงรื้อฟื้นคนที่หมดไฟ  พระองค์ให้พลังกับคริสตจักรที่รักของพระองค์ด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเยซู พระเจ้าองค์เจ้าบ่าวของเรา   ให้เราได้ยินสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสกับคริสตจักร ที่เราจะเรียนรู้ที่จะร้องด้วยหัวใจของเจ้าสาว”ขอเชิญพระองค์ องค์พระเยซู เสด็จมา”

 

day and night prayer

 

 

 

Powered by www.477internet.com