เติบโตขึ้นในชีวิตอธิษฐาน บทที่ 2

growing in prayerGrowing in Prayer เป็นวิชาที่แปล จากการสอนของ Mike Bickle , www.mikebickle.org เป็นวิชาที่สอนใน IHOPU  ท่านสามารถเข้าไปฟังภาคภาษาอังกฤษได้ที่ เว็ปไซด์

ต่อไปนี้จะนำเสนอเอกสารที่แปลจาก  study note ของ อ ไมค์ มาแบ่งปัน

บทที่ 1 ไปที่ http://www.t-hop.org/home/growing-in-praeyr/

บทที่ 2growing in prayer

    III.     จากหน้าที่สู่ความชื่นชมยินดี (From Duty to Delight) 

  1. ช่วงที่ผมเป็นคริสเตียนใหม่ ผมยังรู้สึกรักพระเยซูและอยากจะใช้เวลาในการอธิษฐาน แต่ผมมีมุมมองในการอธิษฐานที่เหมือนหน้าที่ที่ต้องอดทน และถ้าอยากจะรับพระพรก็จะต้องทนไป เมื่อผมวัย  เยาว์นั้น ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของอธิษฐาน แต่มีพี่เลี้ยงของผมได้แนะนำว่าผมจะเติบโตขึ้น ผมจะต้องเติบโตขึ้นในการอธิษฐานด้วย ตอนนั้นผมได้รับคำแนะนำครั้งแรก ผมอายุแค่ 18-19 เท่านั้นเอง  ผมเห็นการอธิษฐานเป็นเหมือนหน้าที่ที่จะต้องทน ถ้าเราต้องการการยอมรับจากพระเจ้าจริงๆแล้วเราต้องอดทนในการอธิษฐาน ตอนนั้นผมรู้สึกแย่มาก ผมคิดว่าพระเจ้าพระองค์น่าเบื่อจริงๆ แต่ผมก็อยากได้รับพระพรจากพระองค์จริงๆ ผมก็ต้องทน

 

  1. ผู้นำอนุชนของผมเคยหนุนใจผมอยู่บ่อยๆว่า ผมต้องพัฒนาชีวิตอธิษฐาน ถ้าผมอยากมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกับพระเจ้ามากขึ้น และถ้าผมอยากจะเดินไปในความบริบูรณ์ของการทรงเรียกของผมมากขึ้น ผมจะต้องพัฒนาชีวิตอธิษฐาน ผมก็เลยเริ่มต้นอ่านหนังสืออธิษฐานของอาจารย์ Leonard Ravenhill และ E. M. Bounds เป็นคนของพระเจ้าที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องอธิษฐานและการฟื้นฟู หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมก็รู้สึกจริงๆว่าผมจำเป็นต้องเติบโตขึ้นในการอธิษฐาน แต่หนังสือเหล่านั้นแสดงแรงบันดาลใจให้ผมก็จริง แต่สิ่งที่ทิ้งเอาไว้คือความรู้สึกละอายใจที่ผมนั้นไม่ได้   ทะลุทะลวงในชีวิตของผมในเรื่องการอธิษฐานเลย เพราะความปรารถนาที่อยากจะเดินไปในการทรงเรียกให้สุดๆกับพระเจ้าจริงๆ อยากมีประสบการณ์ความลึกซึ้งกับพระเจ้า ผมก็พยายามอ่านหนังสือแต่ผลของการอ่านหนังสือนั้น ผมกลับรู้สึกละอายใจ ผมชอบไปประชุม ผมชอบไปงานฟื้นฟู ผมชอบที่จะไปอีเวนท์ต่างๆของคริสเตียน เพราะผมไม่ชอบอธิษฐานเอาเสียเลย แต่อย่างไรก็ตามผมได้ตั้งใจกับ   พระเจ้า ผมได้ตั้งเวลาเช้า ตั้งเวลากลางคืนและบอกเพื่อนๆของผมด้วย ในที่สุดผมก็พยายามทำแต่ผมมีประสบการณ์ที่แย่มาก ผ่านไปแล้ว 10 นาทีของการพยายามอธิษฐานของผมส่วนตัว ผมพบว่าผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่อีก 50 นาทีทำอะไรดี ผมอธิษฐานเผื่อทุกอย่างแต่ในที่สุดผมก็รู้สึกว่าเป็นการอธิษฐานที่น่าเบื่อหน่าย เบื่อหน่ายมากๆ ผมพยายามทำเวลากับพระเจ้า ผมไม่มีรายการอธิษฐาน ผมรู้สึกไม่มีความชื่นชมยินดี ผมอธิษฐานเผื่อแขน เผื่อขา เผื่อเกรดที่ดี เผื่อเข้ามหาวิทยาลัย เผื่อคู่ครอง รู้สึกพระเจ้าตอบผมเรื่องคู่ครองเรื่องเดียว เรื่องที่เหลือพระเจ้าไม่ได้ตอบผมมากนัก ในที่สุดผมก็พบความจริงว่าผมจะต้องเปลี่ยนทัศนคติ มุมมองใหม่ในเรื่องของการอธิษฐาน

 

  1. ถ้าเรามองการอธิษฐานเป็นแค่กิจกรรมทางศาสนาที่จะต้องอดทน การอธิษฐานก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ ผมได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่าการอธิษฐานนั้นเป็นสถานที่ เป็นที่ที่เราจะพบกับพระเจ้า เป็นที่ที่เราจะรับพระพร เป็นที่ที่เราจะมีส่วนร่วมกับพระเจ้าเป็นหุ้นส่วนกันและอีกมากมาย ผมเริ่มเปลี่ยนมุมมองในการอธิษฐานมากขึ้น

 

    IV.     Prayer is a place of encounter การอธิษฐานนั้นเป็นที่ที่เราจะพบกับพระเจ้า

  1. แรกทีเดียวผมมักจะเข้าใจเรื่องการอธิษฐาน เป็นเรื่องของการที่จะหวังผล พระเจ้าต้องการให้ผมอดทนคุยกับพระองค์ เพื่อจะทดสอบว่าผมมีความอุทิศทุ่มเทกับพระองค์หรือเปล่า ผมมองเรื่องการอธิษฐานเป็นเรื่องของการจ่ายราคา ต้องอดทนให้นานที่สุดแล้วพระเจ้าจะอวยพรผมในสิ่งที่ผมขอ อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของผม เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดการอธิษฐาน คือ การที่เราพบกับพระเจ้าและเติบโตในสัมพันธภาพที่มีต่อพระองค์ การอธิษฐานเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยให้เรานั้นได้รู้สึกถึงการทรงสถิตของพระองค์ เป็นเครื่องมือช่วยให้เรารับความรักจากพระองค์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้รับความเข้าใจถึงพระลักษณะของพระองค์ว่าพระองค์มีลักษณะอย่างไร เมื่อเราอธิษฐานเราตั้งตำแหน่งตัวเราเองที่จะรับการเปิดเผยที่สดใหม่จากหัวใจของพระเจ้า ที่จะรับความปรารถนาของพระองค์นั้นมาก่อร่างสร้างขึ้นในชีวิต จิตใจของเรา ตำแหน่งของการอธิษฐานจะช่วยทำให้เราตั้งตำแหน่งชีวิตของเราในการที่เราจะได้รับพลังที่จะรักพระเจ้าและรักผู้คนต่อไป

 

  1. การอธิษฐานเป็นที่ที่เราจะพบกับพระเจ้า เป็นที่ที่เราเผชิญหน้ากับพระองค์ เติบโตขึ้นในความสัมพันธ์ เป็นที่ที่เราตั้งตำแหน่งชีวิตของเราที่จะคุยกับพระเจ้า ถึงแม้แรกๆ เราอาจจะไม่รู้และไม่ได้เห็นผลทันที แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เดือน ปี คุณเริ่มจะเกิดความเข้าใจ คุณเริ่มพบว่าคุณมีประสบการณ์กับพระเจ้ามากขึ้น ได้รับความเข้าใจมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับแผ่นดินของพระองค์ อารมณ์ของคุณได้เปลี่ยนไป หัวใจของคุณได้รับแรงบันดาลใจ การแค่ที่ได้นั่งอยู่ในห้องอธิษฐานไม่ใช่อย่างนั้น การคุยกับพระเจ้าไม่ใช่แค่นั่งอยู่ในห้องอธิษฐาน แต่เมื่อคุณอยู่ในห้องอธิษฐานคุณต้องคุยกับพระเจ้าด้วย คุณสามารถนั่งในห้องอธิษฐานแล้วตายฝ่ายวิญญาณได้ ถ้าคุณไม่คุยกับพระองค์ คุณสามารถตายฝ่ายวิญญาณได้ เหมือนกับว่าถ้าคุณได้นั่งในภัตตาคาร คุณมองดูเมนูอาหารแล้วก็ศึกษาเกี่ยวกับเมนูอาหาร แต่ไม่เคยได้กินอาหาร คุณสามารถจะอดตายได้ หลายๆคนทีเดียวที่เป็นอย่างนั้น นั่งในห้องอธิษฐาน ไปโรงเรียนพระคัมภีร์แต่ไม่เคยใช้เวลาคุยกับพระเจ้าเลย คุณสามารถอดอาหารฝ่ายวิญญาณตายได้ถ้าคุณทำอย่างนั้น แค่นั่งในห้องอธิษฐานแต่ไม่ได้คุยกับพระองค์

 

  1. การทรงเรียกที่จะอธิษฐาน เป็นการทรงเรียกที่จะให้เราเข้ามามีส่วนในความรักและมีหัวใจที่ร้อนเป็นไฟในความรักของพระเจ้า ในมุมมองของนิจนิรันดร์พระเจ้าพระบิดานั้นทรงรักพระเจ้าพระบุตร คือ พระเยซูคริสต์อย่างสุดหัวใจของพระองค์ และพระบุตรเองก็ทรงรักพระบิดาด้วยความรักที่เข้มข้นเท่าๆที่พระบิดารักพระบุตร ปัจจัยพื้นฐานในสัมพันธ์ภาพของพระบิดา ทั้งพระบิดา พระบุตรและ     พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงมีความรักต่อกัน เป็นความรักอย่างหมดหัวใจ เป็นความรักที่สุดหัวใจ ปฏิสัมพันธ์ของพระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นหลั่งไหลออกเป็นความรักที่หมดหัวใจ

พระเจ้าทรงเรียกเราที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในความรักนี้ นั่นการที่พระเจ้าเรียกเราที่จะมาอธิษฐานนั้นมันมากกว่าการปลดปล่อยพระพร แต่ว่าให้เรามามีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์ของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ หัวใจของพระเจ้าพระบิดานั้นเผาไหม้ไปด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อ  พระบุตร และหัวใจของพระบุตรเองก็เผาไหม้ไปด้วยความรักที่มีต่อพระบิดาในความเข้มข้นปริมาณที่เท่าๆกัน พระบิดาทรงรักพระบุตรด้วยความรักอย่างเดียวกันที่พระบุตรทรงรักพระบิดา และพระองค์ทรงรักซึ่งกันและกัน พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมีความรักที่เผาไหม้ในหัวใจของพระองค์ที่มีต่อกันและกัน ดังนั้นการอธิษฐานก็จะทำให้เราเข้าสู่การเชื้อเชิญของการที่พระเจ้าเชิญเราเข้ามามีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์กับพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ การอธิษฐานมากกว่าการทนทำหน้าที่เพื่อที่จะได้รับพระพร การอธิษฐานแท้จริงแล้วทำให้เราเข้ามามีส่วนร่วมกับบุคคลที่น่าสนใจมากที่สุด คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งสามพระภาคทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน เป็นการปฏิสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้น

 

  1. ความรักของพระเจ้าเป็นเหมือนพื้นฐานที่สำคัญมากๆในแผ่นดินของพระองค์ เรามีส่วนร่วมในความเข้มข้นของความรักอันนี้จะทำให้เราเติบโตขึ้นในการอธิษฐาน เรามีส่วนร่วมในสัมพันธ์ภาพกับ    พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยให้เราเติบโตขึ้นในการอธิษฐาน เราทำสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง โดยการรับความรักและตอบสนองความรักของพระองค์ และตอบสนองความรักนี้ไปยังบุคคลอื่น

 

  1. หัวใจของพระเจ้านั้นเผาไหม้ไปด้วยความรัก พระองค์ทรงเรียกเราที่จะมีประสบการณ์นี้ที่จะเข้าไปในสิ่งที่เรียกว่า สามัคคีธรรมของหัวใจที่ลุกเป็นไฟ ความรอดคือการเชื้อเชิญเราเข้าสู่การสามัคคีธรรมอันนี้ ผมเรียกสามัคคีธรรมอันนี้ว่า “สามัคคีธรรมของหัวใจที่ลุกเป็นไฟ” เพราะหัวใจของพระเจ้าพระบิดาทรงลุกเป็นไฟเผาไหม้ด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความรักเหล่านี้เผาไหม้ในหัวใจของพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย และหัวใจของพระบิดา     พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเผาไหม้ด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรา พระบิดาเหมือนกับเชื้อเชิญเรา ให้เราเข้ามาสิ เข้ามามีส่วนร่วม เข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิสัมพันธ์ของสามัคคีธรรมนี้ระหว่างเรากับพระองค์ชั่วนิจนิรันดร์ เราไม่ใช่ทูตสวรรค์ที่ปรนนิบัติพระเจ้าในระยะห่างแต่ว่าพระเจ้าทรงเรียกเราให้เข้ามาใกล้ เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะครอบครัวของพระบิดา เข้ามาใกล้ๆ

 

        V.     การอธิษฐานเป็นวิธีที่เราจะรับพระพรเพื่อตัวเองและเพื่อผู้อื่น

การอธิษฐานนั้นเป็นวิถีที่เราจะรับพระพร บางคนเรียกคำนี้ว่า “communion with God” การมีสามัคคีธรรม การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า แต่

  1. เราไม่ใช่อธิษฐานเพื่อที่จะอธิษฐานเท่านั้น แต่เราอธิษฐานเพื่อจะมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า ใกล้ชิดพระเจ้า เราอธิษฐานเพื่อที่หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงและรับพระพรจากพระเจ้า ให้    พระพรของพระเจ้านั้นปลดปล่อยผ่านเรา การอธิษฐานที่ทรงพลังและเกิดผลจะเกิดขึ้นเมื่อมีการปลดปล่อยพระพรของพระเจ้าเหมือนอย่างในหนังสือ ยากอบ 5 :16“คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผล

เราไม่ใช่แค่อธิษฐานเพื่อที่จะมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเท่านั้น แต่เราต้องการเห็นผลของคำอธิษฐานนั้นปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าด้วย มีหลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อเรารักพระเยซูนั้นเราจะไม่ขอให้พระองค์เปลี่ยนสถานการณ์ ที่จริงแล้วเราสามารถ เราไม่มีความจำเป็นที่ต้องเลือกระหว่างให้พระเจ้าอวยพรสถานการณ์และเลือกที่จะรักพระเจ้า เราสามารถที่จะมีทั้งสองสิ่งได้ คือ ใช้การอธิษฐานเพื่อสัมพันธภาพ และใช้การอธิษฐานเพื่อจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ และปลดปล่อยพระพรของ    พระเจ้าได้

 

  1. การอธิษฐานเป็นวิถีทางที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ที่จะให้เราได้รับพระพรจากพระองค์ทั้งชีวิตภายในและสถานการณ์ภายนอก และในการปลดปล่อยความยุติธรรมและการฟื้นฟูให้เกิดขึ้นกับสังคม

 

  1. หลายคนคิดว่าอธิษฐานเพื่อที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วการอธิษฐานนั้นมีมากกว่านั้น การอธิษฐานช่วยให้เราได้รับพระพรมากขึ้นในสถานการณ์นั้น ช่วยทำให้เราเห็นผลและเติบโตขึ้นในสัมพันธภาพกับพระเจ้าด้วย

 

  1. หลายคนก็มองว่าเป็นการถ่อมใจและเราไม่จำเป็นต้องให้พระเจ้าเปลี่ยนสถานการณ์ของเรา เราคิดว่าเราอาจจะเห็นแก่ตัวเกินไปที่จะรับพระพรชั่วครั้งชั่วคราว แต่จริงๆ แล้วการรับพระพรของ      พระเจ้านั้นก็เป็นสิ่งที่ดีที่พระเจ้าตั้งใจจะให้กับคริสเตียนด้วย

 

    VI.     พระเจ้าปรารถนาที่จะได้ยินคำอธิษฐานของผู้คนของพระองค์ (อิสยาห์ 30:18-19)

  1. พระเจ้ามีใจปรารถนาที่จะประทานพระคุณ พระองค์ปรารถนาที่จะปลดปล่อยพระพรมากขึ้นให้กับผู้คนของพระองค์ พระองค์ปรารถนาให้เราอธิษฐานด้วยความมั่นใจที่พระองค์จะให้เพิ่มขึ้น เมื่อเราอธิษฐานมากขึ้น

อิสยาห์ 30:18-19 กล่าวว่า 18 เพราะ‍ฉะนั้น พระ‍ยาห์‌เวห์​ทรง​รอคอย​ที่​จะ​เมตตา​ท่าน เพราะ‍ฉะนั้น พระ‍องค์​จะ​ทรง​ลุก‍ขึ้น​เพื่อ​กรุณา​พวก‍ท่าน เพราะ​พระ‍ยาห์‌เวห์​ทรง​เป็น​พระ‍เจ้า​ที่​ยุติ‍ธรรม ทุก‍คน​ที่​รอ‍คอย​พระ‍องค์​ก็​เป็น​สุข  19 เออ ประ‌ชา‍ชน​ผู้​อยู่​ใน​ศิ‌โยน ผู้​อาศัย​ใน​เย‌รู‌ซา‌เล็ม ท่าน​จะ​ไม่​ร้อง‍ไห้​อีก‍ต่อ‍ไป พระ‍องค์​จะ​ทรง​กรุณา​ต่อ​เสียง​ร้อง‍ทูล​ของ​ท่าน​อย่าง​แน่‍นอน เมื่อ​พระ‍องค์​ได้‍ยิน พระ‍องค์​จะ​ทรง​ตอบ​ท่าน

พระเจ้าบอกไว้อิสยาห์ว่า พระองค์รอคอยที่จะเมตตา ในข้อ 18 พระองค์เต็มไปด้วยหัวใจที่เมตตากรุณา และพระองค์รอคอยที่จะเมตตาเรา หลายครั้งเราคิดว่าเราเป็นคนที่รอคอยพระเจ้า แท้จริงแล้วพระเจ้ารอคอยที่จะแสดงความเมตตาให้แก่เรา เราคิดว่าเราจะต้องทำให้พระเจ้าเข้าใจว่าพระองค์จะต้องอวยพรเรา ต้องทำให้พระองค์เห็นใจเรา แต่จริงๆ แล้วพระเจ้านั้นต้องการที่จะอวยพรอยู่แล้ว เราไม่ต้องมาให้เหตุผลกับพระเจ้าว่าทำไมจะต้องอวยพรเรา เหตุผลหนึ่งที่หลายคนมีการต่อสู้ในจิตใจมากมายเกี่ยวกับเรื่องอธิษฐาน คือ ขาดความเข้าใจถึงพระลักษณะของพระเจ้า ว่าแท้จริงแล้วพระเจ้าจดจ่อฟังเรา ฟังเราด้วยความรักเมตตา พระองค์เอียงหู พระองค์ต้องการมีสัมพันธภาพกับเรา พระองค์ต้องการอวยพรเรา พระองค์ต้องการที่จะแตะต้องจิตใจ พระองค์ต้องการที่จะใช้เรา พระองค์ต้องการจะเปิดเผยสำแดงพระองค์เองให้กับเรา ปัญหาก็คือว่า พระองค์ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ทันทีทันใดในหนึ่งชั่วโมง ในวันเดียวให้เราเห็นได้ดั่งใจเหมือนอย่างที่เราต้องการให้พระองค์ทำ บางครั้งมีการอัศจรรย์เกิดขึ้นนิดนึงแต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือว่า การเปลี่ยนแปลงภายใน ภายในชีวิตจิตใจของเรา การฟื้นฟูระดับประเทศที่เราอธิษฐานมาเป็นปีๆ ผมอยากจะหนุนใจว่า พระเจ้าจะทำในเวลาของพระองค์ ถ้าคุณจะมองย้อนกลับไปคุณจะเห็นว่า พระองค์กำลังทำอยู่

 

  1. หลายครั้งคำสัญญาของพระเจ้าที่จะอวยพรเรามากขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นการการันตีแต่เป็นการเชื้อเชิญว่า พระเจ้าอยากจะให้เราพาร์ทเนอร์เข้าไปมีส่วนร่วมกับพระองค์ในการอธิษฐานมากขึ้น ถ้าเราจะทำตามเงื่อนไข เงื่อนไขอันหนึ่ง คือ การอธิษฐาน นั่นแหละหมายความว่าพระสัญญานั้นจะได้รับการ   การันตี จะได้รับคำตอบแน่ คำสัญญาหลายๆ คำสัญญาในพระคัมภีร์นั้นเป็นเงื่อนไข เช่น ถ้าเราออกเสียงร้องเรียกพระองค์ พระองค์ก็จะทำตามสัญญา เช่น ใน 2 พงศาวดาร 7:14  “ถ้า​ประ‌ชา‍กร​ของ​เรา​ผู้​ซึ่ง​เขา เรียก​กัน​โดย​ชื่อ​ของ​เรา​นั้น​จะ​ถ่อม‍ตัว​ลง และ​อธิษ‌ฐาน​และ​แสวง‍หา​หน้า​ของ​เรา และ​หัน​เสีย​จาก​ทาง‍ชั่ว​ของ​เขา เรา​ก็​จะ​ฟัง​จาก​สวรรค์ และ​จะ​ให้​อภัย​แก่​บาป ของ​เขา​และ​จะ​รัก‌ษา​แผ่น‍ดิน​ของ​เขา​ให้​หาย”

คำสัญญามากมายของพระเจ้าในพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้นสำคัญมาก แต่คำสัญญา God’s   promises คำสัญญาที่จะอวยพรนั้นไม่ได้การันตี ไม่ได้หมายความว่าเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

คำสัญญาเป็นคำเชื้อเชิญ ซึ่งหมายความว่าเมื่อเราทำตามเงื่อนไข เมื่อพระเจ้าให้คำสัญญา เงื่อนไขของพระเจ้า คือ เราอธิษฐาน ถ้าเราทำส่วนของเรา คือ เราอธิษฐาน

ดังนั้นคำเชื้อเชิญ คือ คำสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้ในพระคัมภีร์ก็จะเป็นความจริงได้ ผู้คนของพระเจ้านั้นจะอธิษฐานด้วยความเชื่อ พระเจ้าก็จะทำตามคำสัญญาของพระองค์

การอธิษฐานด้วยความเชื่อในคำสัญญาของพระองค์ เราจะต้องเติบโตขึ้นในความเชื่อด้วย ความเชื่อและความมั่นใจเป็นสิ่งเดียวกัน ความเชื่อในพระวจนะของพระองค์ เราจำเป็นต้องมีความคิดจิตใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ และพูดพระวจนะของพระเจ้า และยึดพระวจนะของพระองค์ เราพูดและเราอดทนด้วยความเชื่อ นี่คือความเชื่อที่เรารักษาเอาไว้ด้วยการอธิษฐาน และในวาระเวลาของ   พระเจ้า พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์จะทำให้คำสัญญานั้นเป็นความจริง

 

  1. Prayer is partnership with God  การอธิษฐาน คือ การเข้าเป็นหุ้นส่วนกับพระเจ้า
  2. พระเจ้าทรงต้องการจากผู้คนของพระองค์ พระองค์ไม่ต้องการให้เราเป็นแค่ลูกจ้าง เป็นแรงงานของพระองค์แค่นั้น พระองค์ปรารถนาที่จะมีสัมพันธภาพกับเขา ผู้คนที่รักพระองค์ พระองค์ปรารถนาที่จะเป็นหุ้นส่วน พาร์ทเนอร์กับพวกเขาที่รักพระองค์ ที่จะทำให้เป้าประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จ

การอธิษฐานจึงมากกว่าการสื่อสารกับหัวใจของพระเจ้า มากกว่าแค่รับพระพรสำหรับสถานการณ์ หรือว่าเห็นการฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นแตะต้องชีวิตผู้คนมากมายที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ อีกมิติหนึ่งของการอธิษฐานก็คือ การเป็นหุ้นส่วน เป็นพาร์ทเนอร์ พระเจ้าพระองค์ไม่ต้องการที่จะครอบครองคนเดียว พระองค์เป็นผู้ครอบครอง ผู้ปกครอง ผู้มีอธิปไตยสูงสุดแต่พระองค์ก็ทรงถ่อมใจอย่างมาก ทรงพระกรุณาอย่างมากที่จะบอกว่า “เราต้องการเจ้าให้ครอบครองร่วมกับเรา” ลองจินตนาการสิว่าจริงๆ แล้วพระเจ้าไม่จำเป็นต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเรา พระองค์มีฤทธิ์อำนาจ มีอธิปไตยทุกอย่าง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ทรงเรียกเราให้ครอบครองร่วมกับพระองค์

 

 โปรดติดตามบทต่อไปในเดือนพฤษจิกายน 2015 

 

Powered by www.477internet.com