ภาพของเจ้าสาวของพระคริสต์ ในพันธสัญญาเดิม Bride of Christ in OT

God’s eternal plan: to give a BRIDE to His son
พระประสงค์ของพระเจ้าในการทรงสร้างคือ การจัดเตรียมเจ้าสาวให้กับพระบุตรของพระองค์ ให้เป็นเพื่อนนิจนิรันตร์ ที่จะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดไป ( อฟซ . 5:31-32; วิวรณ์  5:10; 19:7) เราจะเห็นถึง หลักการนี้ ที่พระบิดาทรงทำงานของพระองค์ ตลอดประวัติศาสตร์ ที่จะ จัดเตรียมเจ้าสาว ให้คู่ควรกับพระบุตรของพระองค์
The Bridegroom God and His Bride: Old Testament Overview
ภาพของเจ้าสาวของพระคริสต์  ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของพระเจ้ากับอิสราเอล
ในพันธสัญญาเดิม
คำสอนเรื่อง เจ้าสาวของพระคริสต์ ไม่ได้เน้นเรื่อง ของเพศ เหมือนกับ เราเป็นบุตรของพระเจ้า ก็ไม่ใช่เรื่องของเพศชาย เช่นกัน แต่หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ ตั้งแต่การทรงสร้างแล้ว ที่พระองค์ทรงสร้างเรามาเป็นเพื่อนของพระองค์ ( สามารถศึกษารายละเอียดได้ ใน เนื้อหา พระสิรินิรันดร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นนักอธิษฐานวิงวอน เป็น บทความในบล็อกนี้)  พระเจ้าไม่ต้องการแค่เป็น พระผู้ช่วยให้รอด  เป็นผู้จัดเตรียม  เลี้ยงดูชีวิต   เป็นผู้รักษาโรคภัย  เล้าโลมใจ  เป็นผู้ที่บับติศมาเราด้วยไฟ  …ฯลฯ  พระองค์ต้องการที่จะมอบความรัก และ รับความรักจากเรา  ทั้งๆที่พระองค์ทรงฤทธานุภาพสูงสุด  ทรงสมบูรณ์แบบโดยพระองค์เอง  แต่พระเจ้าก็ยังทรงสร้างเรามาเป็นเพื่อนกับพระองค์  ทั้งที่เราเป็นมนุษย์เท่านั้น
เรายังเป็น ที่รักยิ่งของพระองค์  ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ในพันธสัญญาเดิม และ พระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ เป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน พระลักษณะของพระองค์ เหมือนกัน   หลายคนเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าผิด ว่า ในพระคัใภีร์เดิม พระองค์ ทรง เข้มงวด ดุ  น่าเกรงขาม  มีพระพิโรธมากมาย  แต่ความจริงถ้าเรามาพิจารณาดูความจริงในพระคัมภีร์ เราจะพบว่า พระองค์ ทรงเหมือนเดิม ทั้งในพระคัมภีร์เดิมและใหม่  พระเจ้าในปฐมกาลบทที่ 1 และ ในพระกิติคุณ ในจดหมายฝาก  ในวิวรณ์ ทรงเป็นองค์เดียวกัน   พระองค์ ทรงปรารถนาความสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้ง  ใกล้ชิด กับผู้ที่เชื่อไว้วางใจพระองค์เป็นที่สุด  ความสัมพันธ์นี้ แดงออกในพระคัมภีร์เดิม และ ใหม่ ในเนื้อหาที่เราจะ เรียกว่า  เจ้าาวของพระคริสต์

เราจะพบเนื้อหา ของเจ้าสาวพระคริสต์ ใน พันธสัญญาเดิม มีภาพของผู้หญิง 4 คน ที่ ให้เราเห็นถึง ภาพของความใกล้ชิดสนิมสนม ในสัมพันธภาพกับ เจ้าบ่าว ในด้านต่างๆ
1.      เอวา เป็น คู่สร้างคู่สม ที่ มีความใกล้ชิดสนิทสนมโดยปลาศจากความละอาย ( ปฐก 2)
2.      รีเบคคา เป็นเจ้าสาวที่ มีความเชื่อฟังอย่างฟุ่มเฟือยสุดๆ ปฐก 24
3.      รูธ เป็น เจ้าสาวที่เป็นชาวต่างชาติ ที่ได้การยกย่องและปลดปล่อยจากความสิ้นหวัง
4.      เอสเธอร์ เป็นเจ้าสาวที่ ครอบครอง ด้วยสิทธิอำนาจ มีชัยชนะเหนือศัตรู

·      ภาพของความสัมพันธ์ ที่ โรแมนติก หวานชื่น  ระหว่าง  อิสราเอลกับพระเจ้า .” การหมั้นหมาย”  ระหว่างพระเจ้าผู้เป็นองค์เจ้าบ่าว และ เจ้าสาว ที่เป็นคู่หมั้นหมายของพระองค์   ( หมั้นสำหรับคนยิว คือ การแต่งงานที่ถูกกฎหมายแล้ว )  การเปิดเผยสำแดงของความสัมพันธ์นี้เพื่อ ปลุกหัวใจเราให้ตื่นขึ้น  awaken our heart  พระเจ้าไม่เป็นเพียง ผู้ลึ้ยงดู   ผู้ปลดปล่อย แต่ ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ ให้พระองค์เองกับเรา  พระองค์อยากให้เราให้ตัวเองกับพระองค์  พระเจ้าผู้เต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะแสดงความรักแก่คนของพระองค์ เหมือน สามี ภรรยา

การหมั้น  “ พันธสัญญา”  อพยพ 19 >——————————à แต่งงานใน วิวรณ์ 19
ที่ ภูเขาซีนาย                                                 งานมงคลสมรสของพระเฆษโปดก
2Cry in the hearing of Jerusalem, saying, “Thus says the Lord: ‘I remember you, the kindness of your youth, the love of yourbetrothal, ( การหมั้นหมาย)  when you went after Me in the wilderness… 3Israel was holiness to the LORD, the firstfruits of His increase. All that devour him will offend; disaster will come upon them,’ says the LORD.” (Jer. 2:2-3)
เยรูซาเล็มว่า   พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   เรายังจำการจงรักภักดีในวัยสาวของ
เจ้า   ความรักของเจ้าครั้งเจ้าเป็นสาว ( การหมั้นหมาย ในภาษาอังกฤษ)    เจ้าตามเรามาในถิ่นทุรกันดาร
ในดินแดนที่ไม่ได้หว่านพืชอะไร    3อิสราเอลนั้นเป็นส่วนบริสุทธิ์ของพระเจ้า
คือเป็นผลิตผลรุ่นแรกของพระองค์    คนทั้งปวงที่ได้กินผลนั้นก็ผิด
เหตุร้ายจึงมาถึงเขา  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”
1.           ความสัมพันธ์ ฉันคู่หมั้น การหมั้นหมายที่เกิดขึ้น ในถิ่นทุรกันดาร พันธสัญญานิรันดร์   The betrothal in the wilderness
ก.     เยเรมีย์ได้เผยพระวจนะ เป็นคำเผยพระวจนะครั้งแรกในช่วงยุคสมัยกษัตริย์โยสิยาห์ซึ่งเป็นการปฏิรูปครั้งสุดท้ายของอิสราเอลก่อนที่จะถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในกรุงบาบิโลน ในปี 586 ก่อนปี คศ. (2 พศด. 34-35 , 2 พกษ. 22-23) การปฏิรูปของกษัตริย์โยสิยาห์ได้รับอิทธิพลจากการเทศนาครั้งแรกของเยเรมีย์ที่เรียกให้อิสราเอลจดจำถึงสมัยที่หมั้นหมายกับพระเจ้าเมื่อยังสาวอยู่ (ยรม. 2:2)
ข.     ท่านเยเรมีย์ได้ตีความเวลาที่พระเจ้าทรงตั้งพันธสัญญากับคนอิสราเอลว่าเป็นการหมั้นหมาย (อพย.19) พิธีการหมั้นหมายของพระเจ้ากับอิสราเอลในฐานะเป็นประเทศได้เกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดารที่ภูเขาซีนาย
(ยรม. 2:2-3) เยรูซาเล็มว่า   พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า    เรายังจำการจงรักภักดีในวัยสาวของเจ้าได้   ความรักของเจ้าครั้งเจ้าเป็นสาว   เจ้าตามเรามาในถิ่นทุรกันดาร   ในดินแดนที่ไม่ได้หว่านพืชอะไร    3อิสราเอลนั้นเป็นส่วนบริสุทธิ์ของพระเจ้า    คือเป็นผลิตผลรุ่นแรกของพระองค์    คนทั้งปวงที่ได้กินผลนั้นก็ผิด    เหตุร้ายจึงมาถึงเขา  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”
ค.     พิธีการหมั้นหมายเกิดขึ้นที่ภูเขาซีนาย (อพย.19) และการดำเนินเรื่องก็มาถึงจุดสุดยอดที่รวบรวมทุกสิ่งไว้ในการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง คือ พิธีมงคลสมรสของพระเมษโปดก (วว.19)   (ยรม. 31:32) 32ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับ บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย   เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์   เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด   ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ
ง.      โมเสสได้อธิบายถึงเวลาที่พระเจ้านั้นทรงทำพิธีพันธสัญญาแห่งการแต่งงานกับชนชาติอิสราเอล (อพย.19:1-20) อิสราเอลได้มาพบพระเจ้าเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นภาพการเผยพระวจนะของสง่าราศีของการเสด็จมาครั้งที่สอง
(อพย.19:5 , 17-19) 5เหตุฉะนี้ถ้าเจ้าฟังเสียงเรา   และรักษาพันธสัญญาของเราไว้   เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรจากท่ามกลาง ชนชาติทั้งปวง   เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา 6 17โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า   พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา 18ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป   เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดย อาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่   ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด    19เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น  โมเสสก็กราบทูล   พระเจ้าก็ตรัสตอบเป็นเสียงฟ้าร้อง
(อพย.20:18) 19เขาจึงกล่าวแก่โมเสสว่า   “ท่านจงนำความมาเล่าเถิด   พวกข้าพเจ้าจะฟัง   แต่อย่าให้พระเจ้าตรัสกับพวกข้าพเจ้าเลย   เกรงว่าข้าพเจ้าจะตาย”
เยเรมีย์ได้เริ่มต้นพันธกิจของท่านด้วยมุมมองของเจ้าสาวในแผ่นดินของพระเจ้า (ยรม.2-3) ท่านได้ป่าวประกาศคำพูดของท่านในยุคสมัยของการปฏิรูปของกษัตริย์โยสิยาห์ (ยรม.3:14) 14พระเจ้าตรัสว่า   ลูกหลานที่กลับสัตย์เอ๋ย   กลับมาเถิด    เพราะเราเป็นนายของเจ้า    เราจะรับเจ้าจากเมืองและจากตระกูลละคนสองคน    และเราจะนำเจ้ามาถึงศิโยน
2. การเปิดเผยสำแดงเกี่ยวกับพระเจ้าผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวจากผู้เผยพระวจนะโฮเชยา
ก.     แกนของหนังสือโฮเชยาก็คือเรื่องที่มีความเฉพาะตัวที่พระเจ้าทรงสั่งให้ท่านนั้นแต่งงานกับหญิงโสเภณี ชื่อ โกเมอร์ ในยุคสมัยนั้นคนของพระเจ้าดำรงชีวิตด้วยการล่วงประเวณีฝ่ายวิญญาณ คือ ไหว้รูปเคารพกันมากมาย พระเจ้าต้องการให้การแต่งงานของโฮเชยานั้นเป็นภาพของการเผยพระวจนะของสถานการณ์นั้น ชีวิตแต่งงานที่เจ็บปวดของโฮเชยานั้นเป็นภาพที่แสดงถึงความรู้สึกของพระเจ้าว่าพระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรกับประชากรที่นอกใจพระองค์ นี้เป็นจุดเริ่มต้นของคำเผยพระวจนะและพันธกิจแห่งการเผยพระวจนะอันยาวนานของท่านกว่า 50 ปี พระเจ้าต้องการให้โฮเชยามีประสบการณ์ความเจ็บปวด ความผิดหวังและความชื่นชมยินดีที่ได้รื้อฟื้นชีวิตสมรสที่แตกสลายไปแล้วกลับคืนมาใหม่ สิ่งนี้ทำให้โฮเชยานั้นเป็นผู้เผยพระวจนะ คนแรกที่ทำให้พระเจ้าผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวนั้นเป็นที่รู้จักต่อชนชาติอิสราเอลและประชาชาติ
(ฮชย.1:2)  2เมื่อพระเจ้าตรัสทางโฮเชยาเป็นครั้งแรกนั้น   พระเจ้าตรัสกับโฮเชยาว่า   “ไปซี   ไปรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยาและเกิดลูกชู้กับนาง   เพราะว่าแผ่นดินนี้เล่นชู้อย่างยิ่ง   โดยการละทิ้งพระเจ้าเสีย”
ข.     เรื่องราวของโฮเชยานั้นอยู่ในบทที่ 1-3 พระเจ้าทรงกล่าวหาอิสราเอลด้วยข้อกล่าวหาที่เป็นความสัมพันธ์ซึ่งไม่สัตย์ซื่อของการแต่งงาน พระเจ้าทรงให้ภาพการเผยพระวจนะเปรียบเทียบความไม่สัตย์ซื่อของโฮเชยาต่อความไม่สัตย์ซื่อของชนชาติอิสราเอล (ฮชย.2:2-13) ในความเจ็บปวดของเธอนั้นอิสราเอลจะสารภาพและจะมาหาสามีเดิมของเธอ เพราะเธอรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี
 (ฮชย.2:6-7)   6เพราะเหตุนี้   เราจะเอาหนามไก่ให้สะทางของนางไว้    เราจะสร้างกำแพงกั้นนางไว้    เพื่อมิให้นางหาทางของนางพบ    7นางจะไปตามบรรดาคนรักของนาง   แต่ก็จะตามไม่ทัน     นางจะเที่ยวเสาะหาเขาทั้งหลาย    แต่นางก็จะไม่พบเขา     แล้วนางจะว่า  ‘ฉันจะไป    หาผัวคนแรกของฉัน    เพราะแต่ก่อนนั้นฐานะฉันยังดีกว่าเดี๋ยวนี้’
ค.     คำเผยพระวจนะของโฮเชยานั้นเป็นสิ่งใหม่ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
1.    ได้แนะนำสิ่งใหม่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น เป็นองค์เจ้าบ่าวที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า
2.    พูดถึงอาณาจักรทางฝ่ายเหนือนั้นจะถูกทำลายภายใน 1 ชั่วอายุคน
เนื้อหาคำเผยพระวจนะ คือว่าพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์เจ้าบ่าวได้ประสานและถักทอทั้งการพิพากษาและการรื้อฟื้นเข้าด้วยกัน ท่านโฮเชยาได้ทนทุกข์ด้วยหัวใจแตกสลายเนื่องจากการนอกใจของภรรยาและความไม่สัตย์ซื่อของชนชาติอิสราเอลซึ่งเป็นที่รักของท่าน     ทั้งสองสิ่ง
ง.      เนื้อหาการเผยพระวจนะของโฮเชยานั้นได้ให้กับชนชาติอิสราเอลก่อนที่จะมีการพิพากษารุนแรงมาถึงอาณาจักรทางฝ่ายเหนือของอิสราเอล อิสราเอลได้มีสงครามกลางเมืองในปี 931 ก่อนคศ. คือประมาณ 200 ปี (931-721 ก่อนคศ.) ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกที่ยิ่งใหญ่ โฮเชยาได้เผยพระวจนะให้กับอาณาจักรทางเหนือในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ นี้เป็นครั้งแรกที่เนื้อหาเกี่ยวกับเจ้าสาวของพระคริสต์ได้ประกาศในอิสราเอล และเนื้อหานั้นถูกกล่าวในบริบทของการพิพากษา ถ้าไม่เข้าใจถึงหัวใจของพระเจ้าในฐานะองค์เจ้าบ่าว เราจะไม่เข้าใจถึงการพิพากษาของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงตัดสินความรัก ดังนั้นพระองค์จะทำทุกสิ่งทุกอย่างจัดการเอาสิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความรักออกไป
3.การเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวโดยท่านโฮเชยา (ฮชย.2:14-3:5)
ก.     อิสราเอลได้หลงลืมพระเจ้าแต่พระเจ้าเสาะแสวงหาอิสราเอลจนกระทั่งเธอกลับมารักพระองค์อีกครั้งหนึ่ง พระเยซูนั้นจะเล้าโลมใจอิสราเอลและปลอบใจอิสราเอลนำกลับมาหาพระองค์เอง พระองค์ทรงใช้ทั้งการพิพากษาและทรงเล้าโลมใจด้วยความกรุณาและด้วยความงดงามของพระองค์ (2:14 พระคัมภีร์ใช้คำว่า “เกลี้ยกล่อมและปลอบใจ”) (พระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษใช้คำว่า “พระองค์สำแดงความดีและความอดกลั้นพระทัยเพื่อจะนำให้เธอนั้นกลับใจใหม่”)
13เราจะทำโทษนางเนื่องในวันเทศกาลเลี้ยงพระบาอัล    เมื่อนางเผาเครื่องหอมบูชาพระนั้น     แล้วก็แต่งกายของนางด้วยแหวนและทองรูปพรรณ    และติดตามบรรดาคนรักของนางไป    และลืมเราเสีย  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ    14“ดูเถิด  เหตุนี้เราจะเกลี้ยกล่อมนาง    พานางเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร    และปลอบใจนาง    15เราจะให้นางมีสวนองุ่นที่นั่น    กระทำให้หุบเขาอาโคร์   เป็นประตูแห่งความหวัง     แล้วนางจะตอบอย่างสมัยเมื่อนางยังสาวอยู่    ดังในสมัยเมื่อนางออกมาจากแผ่นดินอียิปต์”   (โฮเชยา 2:3-4)
(โรม 2:4) 4หรือว่าท่านประมาทพระกรุณาคุณอันอุดม   และความอดกลั้นพระทัย   และความอดทนของพระองค์   ท่านไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น   มุ่งที่จะชักนำท่านให้กลับใจใหม่ 5
ข.     โฮเชยาเป็นผู้เผยพระวจนะคนแรกที่ประกาศกับอิสราเอลว่าจะรับเมสสิยาห์ของเขาในฐานะเป็นสามี (ข้อ 16) คนของพระเจ้าจะเรียกพระเยซูคริสต์ว่าเป็นสามี ไม่ใช่เพียงแค่พระผู้ช่วยให้รอด ผู้เยียวยารักษาหรือว่ากษัตริย์เท่านั้น (วว.22:17)
(ฮชย.2:16-17)
1.    สามีของฉัน อิสราเอลจะยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเมสสิยาห์ของเขา เมื่อเขาเห็นพระองค์ว่าเป็นสามีของเขา ทั่วทั้งอิสราเอลจะได้รับความรอด (รม.11:26) ทั้งนี้อยู่ในบริบทของเจ้าสาวของพระคริสต์ การเรียกพระเยซูคริสต์ว่า “สามีของฉันนั้น” เป็นคำพหูพจน์เป็นคำที่แสดงถึงความเป็นส่วนบุคคล เราอธิษฐานคำว่า “พระบิดาของเรานั้น” เป็นคำพหูพจน์
2.    เจ้านายของฉัน เจ้าจะไม่เรียกเราว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “เจ้านายของฉัน” (หมายถึงนายทาส) เมื่อมุมมองของเราเกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้าได้เปลี่ยนไป เราก็จะได้ความมั่นใจใหม่ๆ แล้วก็ทำให้ความรักในพระองค์ของเราเปลี่ยนไป
ค.     ประโยคของโฮเชยาว่า พระเจ้านั้นต้องการแต่งงานกับประชากรของพระองค์เป็นนิตย์ตลอดไป (ฮชย.2:19-20 ที่บอกว่า “เราหมั้นเจ้าไว้สำหรับเราเป็นนิตย์”)
1.    นัยยะสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพระองค์
·         Yes ใช่แล้ว หมายความว่า พระเจ้าผู้ทรงอยู่ในปฐมกาลบทที่ 1 เป็นพระเจ้าผู้ทรงพูดและเป็นพระเจ้าผู้ทรงกระทำด้วยพระองค์เอง
·         การหมั้นหมาย พระองค์ทรงต้องการที่จะแต่งงานกับคนของพระองค์ ไม่เพียงแต่ให้อภัยและใช้เขาเท่านั้น
·         ท่าน ประชากรที่อ่อนแอและแตกสลายเหมือนอย่างประชาชนอิสราเอล
·         นิจนิรันดร์ ไม่ใช่เวลาแค่หนึ่งพันปีในช่วงยุคพันปีเท่านั้น
·         I will เราจะ เป็นการตัดสินใจที่บอกว่าฉันจะไม่หันหลังกลับเลย
2.    ลักษณะธรรมชาติของความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส
·         ในความชอบธรรม ภาวะทางอารมณ์ที่สมบูรณ์เต็มไปด้วยหัวใจที่สดชื่นและมีชัยชนะ
·         ในความยุติธรรม พระองค์จะไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมทำร้ายประชากรของพระองค์
·         ในความรักเมตตากรุณา เราเป็นเป้าหมายที่ความรัก ความอ่อนโยนและความตั้งใจดีทั้งหมดของพระเจ้ามาหุ้มห่อไว้
·         ในความเมตตา ความอ่อนแอหรือความล้มเหลวของเราไม่ได้ทำให้เรานั้นไม่สมควรรับพระเมตตาของพระเจ้า
·         ในความสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงเป็นจริงในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับพระองค์และเกี่ยวกับเรา (วว.19:2)
·         แล้วเจ้าจะรู้จักพระเจ้า เป้าหมายของการใกล้ชิดสนิทสนมกับคนของพระองค์นั้นนิจนิรันดร
ง.      พระเยซูทรงนำของขวัญที่ยิ่งใหญ่มาเตรียมไว้สำหรับงานแต่งงาน พระองค์ตั้งใจจะอวยพรประชากรของพระองค์ พระองค์ทรงรื้อฟื้นบรรยากาศ สภาพอากาศ สภาพของการเกษตร ชีวิตสัตว์ พื้นโลกและทุกสิ่งทุกอย่างกลับสู่สภาพดีอย่างอัศจรรย์ (ฮชย.2:18-23) สภาพของโลกนี้จะถูกรื้อฟื้นเหมือนอยู่ในสวนเอเดน (อสย.11:6-9) ที่ๆสุนัขป่าจะอยู่กับลูกแกะ เสือดาวจะนอนอยู่กับลูกแพะ ลูกโคกับสิงห์หนุ่มจะทำมาหากินอยู่ด้วยกัน เด็กๆจะนำน้ำมันไป
จ.      ท่านโฮเชยาได้ถูกเรียกร้องให้รักภรรยาและจ่ายค่าไถ่ภรรยาที่ออกมาจากความเป็นทาส   (ฮชย.3:1-5) พระเยซูทรงจ่ายราคาแพงในการที่จะซื้อและไถ่เราออกมาจากความบาป พระเจ้าทรงรื้อฟื้นทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์เป็นผู้จ่ายราคาให้กับเรา
(ฮชย.3:1-5)
(1คร.6:20)
4.การเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์เจ้าบ่าวโดยท่านอิสยาห์
ก.     เราได้รับชื่อใหม่จากพระเจ้า ผู้ทรงชื่นชมยินดีในประชากรของพระองค์ (อสย.62:2-5) บรรดาประชาชาติจะเห็นการช่วยกู้เจ้า พระราชาทั้งหลายจะเห็นศักดิ์ศรีของเจ้าและเขาจะเรียกเจ้าด้วยชื่อใหม่ ชื่อซึ่งพระโอษฐ์ของพระเจ้าประทานให้…..พระเจ้าของเจ้าเปรมปรีด์เพราะเจ้า…..
ข.     การเดินอย่างมีอิสระภาพ เสรีภาพ ปราศจากความกลัวและความละอายนั้น มีรากฐานอยู่ในการที่เราได้รับการเปิดเผยสำแดงมองเห็นว่าพระเจ้าเป็นองค์เจ้าบ่าวของเรา (อสย.54:4-6)
1.    เหตุผลที่เราสามารถเอาชนะความกลัวและความละอายใจ ก็เพราะว่าความเป็นสามีขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราที่มีลักษณะดังนี้คือ
·         เป็นพระผู้สร้างเรา พระผู้สร้างของเรา พระเจ้าของเรา พระเจ้าในปฐมกาลบทที่ 1 นั้นทรงเป็นสามีของเรา ทรงเป็นสามีของประชากรของพระองค์
·         ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเจ้าจอมโยธา พระองค์ทรงเป็นจอมพล
โยธาแห่งกองทัพสวรรค์ผู้ทรงทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อสู้กับเรา
·         พระผู้ไถ่ พระองค์ทรงจ่ายราคาให้กับเราหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นจะไม่มีใครสามารถกล่าวโทษเราต่อหน้าพระเจ้าได้ (รม.8:31-39)
·         พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของทั้งโลก ไม่มีศัตรูหน้าไหนสามารถที่จะหนีกฎและสิทธิอำนาจของพระองค์ได้
·         องค์บริสุทธิ์ เพราะว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์และทรงล้ำเลิศเหนือทุกสิ่ง พระองค์นั้นทรงประทับตราและตรึงใจเราตลอดไป
2.    ลืมความละอายในปฐมวัย เมื่อเราเคลื่อนเข้าสู่ความมั่นใจในความรักและมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความละอาย เมื่อเราเผชิญหน้ากับพระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์เจ้าบ่าว ผู้ทรงปรารถนาเรา ต้องการเรา ต่อสู้เพื่อเรา จัดเตรียมให้เราและปกป้องเรานั้น ความละอายและความกลัวจะพยายามเข้ามาโป้ปดมดเท็จกับเรา ทำให้เรารู้สึกว่าการรื้อฟื้นความสัมพันธ์นั้นเป็นไปไม่ได้และยากที่จะทำได้
3.    หญิงที่ถูกทอดทิ้งและเศร้าใจในฝ่ายวิญญาณ พระเยซูทรงเยียวยาบาดแผลของเราและจิตวิญญาณของเรา เมื่อจิตวิญญาณของผู้ใดนั้นถูกทำให้แตกสลาย เขามักจะรู้สึกอยากจะล้มเลิกและสิ้นหวัง วิญญาณแห่งความสิ้นหวังนั้นเปรียบได้กับโศกนาฏกรรมของเจ้าสาวที่อายุยังน้อย อาจจะรู้สึกถ้าสามีของเธอได้ปฏิเสธเธอหลังการแต่งงานได้ไม่นาน
(รม.8:35-39) 35แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ 36ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า 37แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย           38เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตายหรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้าหรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย 39หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
ภาพของเจ้าสาวของพระคริสต์ ในพันธสัญญาใหม่ ดูได้ที่  คลังทรัพย์นิเวศอธิษฐานhttp://thopmb.blogspot.com/2012_01_01_archive.html  ( บทความวันที่  24 มกราคม 2555
การดำเนินชีวิตแบบเจ้าสาว                           ( Living in the Bridal Paradigm)
1.           เชิญชวนให้เข้าสู่ความสัมพันธ์นิรันดรกับพระเจ้าตรีเอกานุภาพ
“เราอยู่ข้างพระองค์แล้ว เหมือนอย่างนายช่าง เราเป็นความปิติยินดีประจำวันของพระองค์ เปรมปรีดิ์อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอ” (สภษ.8:30)
ก.     ความรักซึ่งดำรงอยู่ตลอดนิรันดรในแวดวงความรักที่บริสุทธิ์ของพระองค์     พระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์
1.    พระบิดาได้ทรงรักพระบุตรตั้งแต่นิรันดร์กาล พระเยซูผู้ซึ่งเป็นที่รักและเป็นพระฉายของพระองค์ด้วยความรักที่ร้อนแรง พระบุตรได้ทรงมีความรักที่ร้อนแรงต่อพระบิดาเสมอ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงรักพระบิดาและ     พระบุตรด้วยความรักร้อนแรง และความหวงแหนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ ในทำนองเดียวกันพระบิดาและพระบุตรก็ทรงรักพระวิญญาณของพระเจ้าด้วยความรักที่ลึกเกินที่จะหยั่งได้
2.    นี่เป็นความรักอย่างสุดๆ  เป็นความรักที่เทออกให้หมดโดยไม่ได้สงวน หวงหรือเก็บสิ่งใดไว้กับพระองค์เลย ความรักนี้ได้ให้ทุกสิ่งตลอดไปเป็นนิตย์
ข.     ความปรารถนาที่มุ่งมั่นของพระเจ้าที่จะนำเราให้มาใกล้พระองค์เอง
“แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์” (อฟ.2:13)
1.    ความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์ตลอดไปชั่วนิรันดรนี้ไม่เคยมีความขาดแคลนสิ่งใดๆเลย
ดังนั้น เราทราบว่าพระองค์ไม่ได้สร้างมนุษย์เพราะทรงขาดแคลนสิ่งใด แต่ทรงสร้างเพราะความปรารถนาของพระองค์เอง
2.    พระผู้ทรงสร้างปรารถนาจะนำผู้ถูกสร้างเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมที่ทรงมีท่ามกลางพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
3.   เมื่อเราเข้าใจอย่างบริบูรณ์ว่า เราได้รับการเชื้อชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมและมีสามัคคีธรรมกับความใกล้ชิดสนิทสนมของพระเจ้า เรารู้สึกแปลกประหลาดในว่าเรื่องนี้เป็นจริงได้อย่างไร
I.          เรื่องราวพระกิตติคุณ : พระองค์ทรงนำเข้ามาใกล้พระเจ้า
ก.     ราคาที่จ่ายนั้นมากมายมหาศาล (วว.13:8)
1.    พระเยซูต้องถูกตรึงตายที่กางเขน เพื่อนำมนุษย์เข้ามาสู่ตำแหน่งที่ประหลาดใจของการอยู่ใกล้พระองค์ และเราถูกซ่อนในพระองค์  (คส.3:3)
2.    เหตุที่พระองค์ทรงอดทนต่อกางเขน ก็เนื่องจากความชื่นชมยินดีที่อยู่ต่อ  พระพักตร์ ตามที่พระบิดาได้ทรงสัญญาให้เป็นมรดกของพระองค์ตอลดไปเป็นนิตย์
3.    เราถูกเลือกในขณะที่เรายังอยู่ในบาปและเป็นศัตรูของพระเจ้า
4.    ความรักของพระเจ้าเริ่มมีต่อเราตั้งแต่เมื่อไร เกิดขึ้นก่อนที่เราถือกำเนิดมา ก่อนที่จะทรงสร้างโลกตั้งแต่นิรันดร์กาล พระผู้ช่วยให้รอดของเราได้สำแดงหลักฐานประการแรกที่บ่งถึงความรักของพระองค์ต่อเรา โดยทรงสนับสนุนมูลเหตุของเรา พระเจ้าทรงมองธรรมชาติด้วยความเข้าใจที่ว่าเป็นพระราชวังที่ถูกปล้น พังทลาย และท่ามกลางความหายนะของมนุษย์ พระองค์ทรงเห็นนกเค้าแมว นกยาง มังกรและสิ่งต่างๆที่สกปรกมลทิน ใครที่จะอาสารับหน้าที่ทำให้พระราชวังที่เป็นซากปรักหักพังนั้นกลับสู่สภาพเดิม? ไม่มีใครเลยนอกจาก       พระวาทะผู้ทรงอยู่กับพระเจ้าและทรงเป็นพระเจ้า ก่อนเหล่าทูตสวรรค์เริ่มร้องสรรเสริญ หรือก่อนที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือดวงดาวฉายแสงไปยังความมืดที่มีตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ พระคริสต์ทรงสนับสนุนต้นเหตุของคนของพระองค์ และไม่เพียงทรงตั้งพระทัยนำพระพรทั้งหมดของมนุษย์ ซึ่งทรงเป็นแล้วว่าเขาจะสูญเสียสิ่งใดกลับคืนมา แต่ยังทรงเพิ่มความโปรดปรานอย่างมากมาย ซึ่งไม่อาจเป็นของเขาทั้งหมดได้เลย นอกจากพระองค์จะทรงประทานให้ พระองค์ชื่นชมยินดีในบรรดาบุตรมนุษย์แม้จะเป็นในนิรันดร เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงพระองค์ ถึงน้ำพระทัยที่มีมานานแล้วนั้น ซึ่งข้าพเจ้าไม่เข้าใจ พระองค์ได้มาเป็น “พระประมุขของทุกสิ่งเพื่อคริสตจักร” ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในพระทัยพระเจ้า วิญญาณข้าพเจ้าร้องด้วยความชื่นชมยินดี “จงดูเถิดพระองค์ทรงรักเรามากสักเพียงใด”
5.    ข้าพเจ้ามาเฝ้าพระเจ้าโดยทางความบริบูรณ์ของพระบุตร (รม.5:1-2,     อฟ.2:5)
“เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าใน     ร่มพระคุณที่เรายืนอยู่ และเราชื่นชมยินดีในความไว้วางใจว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า” (รม.5:1-2)  บัดนี้เราอยู่ในพระองค์
กษัตริย์ดาวิด กล่าวว่า “ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์” (สดด.139:7)
แม้เราจะทำเตียงนอนในแดนคนตาย   พระองค์ ทรงอยู่กับเราที่นั่น…..
“ในวันนั้นท่านทั้งหลายจะรู้ว่าเราอยู่ในพระบิดา และท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในท่าน”  (ยน.14:20)
II.        แบบอย่างของเจ้าสาว : พระเยซูคริสต์เป็นเจ้าบ่าว
ก.     โดยทางพระกิตติคุณเราได้เห็นว่าความรักที่พระองค์ทรงมีต่อเรานั้นยิ่งใหญ่มาก แต่เราไม่เข้าใจลักษณะที่น่าประหลาดของพระกิตติคุณ จนกระทั่งเราเริ่มฉวยมิติที่น่าอัศจรรย์ของความรักของพระเจ้า มหาสมุทรแห่งความรักนิรันดรและความรักที่พรั่งพรูของพระองค์
ข.     ภาพสุดท้ายที่บรรยายถึงพระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นภาพของเจ้าสาว       (วว.19:7)
ค.     การทรงเปิดเผยครั้งหลังสุดที่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์เองให้ทราบและประสบการณ์โดยทางพระกายของพระคริสต์คือความเป็นเจ้าบ่าวของพระองค์
“พระเจ้าตรัสว่า ในวันนั้นเจ้าจะเรียกเราว่า สามีของฉัน เจ้าจะไม่เรียกเราว่า     พระบาอัลของฉัน อีกต่อไป” (ฮชย.2:16)
“เมื่อถึงวันนั้น แผ่นดินสวรรค์จะเปรียบเหมือนหญิงพรหมจารีสิบคน ถือตะเกียงของตนออกไปรับเจ้าบ่าว” (มธ.25:1)
ง.      คำสอนประการสุดท้ายที่พระเยซูทรงสอนมนุษยชาติ ก่อนที่จะไปสู่กางเขนเป็นข้อความของเจ้าบ่าว
“แผ่นดินสวรรค์ อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง ได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน” (มธ.22:2)
จ.      ณ ศูนย์กลางบุคลิกภาพของพระองค์นั้น คือ ไฟแห่งความรักที่สว่างไสว
“…เจ้าบ่าวเปรมปรีดิ์ เพราะเจ้าสาวฉันใด พระเจ้าของเจ้าจะเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าฉันนั้น” (อสย.62:5)
หมายเหตุ    บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ  วิชา วิถ๊แห่งความใกล้ชิดสนิมสนม  School by THOP โดย วรรณา  ไพบูลย์เกษมสุทธิ
สนใจเรียนไปที่ www.t-hop.org  สามารถเรียนย้อยหลังได้คะ
Powered by www.477internet.com