พระสิรินิรัดร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นนักอธิษฐานวิงวอน ตอนที่ 2

เมื่อเราทำความเข้าใจ ถึง การทรงสร้างของมนุษย์ พระประสงค์แรกเริ่มของพระเจ้าแล้ว  มาพิจารณาดูความจริงประเด็นต่อไปนี้ คือ   การอธิษฐานวิงวอน คือ การปกครองของพระเจ้า 

พระสิรินิรันดร์ของนักอธิษฐานวิงวอน
ETERNAL GLORY OF AN INTERCESSIOR
I.     THE FOUNDATIONAL PREMISES
                       รากฐานที่เป็นหัวใจของวิชานี้
ก.การทรงเรียกสำหรับนักอธิษฐานวิงวอน หรือพันธกิจการวิงวอนไม่ได้เป็นงานของคนส่วนน้อย แต่เป็นพระสิริที่พระเจ้าประทานแก่ทุกคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นนักอธิษฐานวิงวอนนิรันดร์กาล และทรงเป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องทั้งหลาย  แม้ ขณะนี้ พระองค์กำลังอธิษฐานอยู่
ข.   พันธกิจการวิงวอนจะดำเนินต่อเนื่องจนถึงยุคที่จะมาถึง(คือยุค 1000 ปี)เพราะว่า
พันธกิจนี้เป็นศูนย์กลางในการปกครองของพระเจ้า ในอาณาจักรของพระองค์เป็นนิตย์
ค.  การปกครองและแผ่นดินของพระเจ้าตั้งอยู่บนบ่าของนักอธิษฐานวิงวอน และพันธกิจการวิงวอน พระสิรินิรันดร์ของนักวิงวอนคือพระสิริ     นิรันดร์ของมนุษย์ เราได้ตื่นขึ้นเมื่อรับรู้ว่าเราเป็นใครเมื่อพระเจ้าทรงสร้าง
1.     พระคัมภีร์เริ่มต้น โดยการที่พระเจ้าสร้างอาดัม และเรียกสัตว์   ทั้งปวงมาต่อหน้าอาดัม เพื่อให้เขาตั้งชื่อ และในตอนจบของ พระคัมภีร์พระเจ้าได้ตั้งมนุษย์บนพระที่นั่ง และร่วมในการปกครองในการพิพากษาประชาชาติในยุคที่จะมาถึง (ปฐก.2 , วว.20)
2.     พระเจ้าทรงยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า เกี่ยวกับความจริงอันหนึ่ง และปรากฏทั่วในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับพระสิรินิรันดร์ และความล้ำลึกของแผ่นดินของพระเจ้านั้นเกี่ยวข้องกับมนุษย์ คือการเป็นผู้ปกครองร่วมกับพระองค์ในการบริหารงานในอาณาจักรของพระเจ้า
3.     พระเจ้าผู้ทรงตรัส แล้วฟ้าสวรรค์และโลกก็เกิดขึ้น คือพระองค์เดียวกับผู้ที่ทรงบัญชาอาณาจักรของพระองค์ และจะขยายออกไปโดยผ่านหุ้นส่วนของพระองค์ คือมนุษย์ผู้เป็นพระฉายาของ พระเจ้า (อมส.3:7)
4.     เราไม่สามารถแม้แต่จะเริ่มความเข้าใจความล้ำลึกที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า โดยปราศจากเรื่องราวความเข้าใจพระลักษณะของ     พระเจ้าได้เลย คือการนำมนุษย์เข้าในการสามัคคีธรรมกับหัวใจของพระเจ้าเพื่อจุดประสงค์ในการปลดปล่อยอาณาจักรของพระองค์ในโลกนี้
5.     เราจำเป็นต้องหยุดหลายๆ ช่วงในการเรียนครั้งนี้ เพราะเราตะลึงกับความล้ำลึกของพระเจ้า พระเจ้าได้แบกรับและผูกมัดพระองค์เองกับมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์ โดยการบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อเป็นพันธกิจของการวิงวอน (คนกลาง)
6.     เราจะเรียนในชั้นนี้ และเผชิญต่อความจริงอันล้ำลึกของพระเจ้า และมนุษย์โดยความจริงทั้งสองถูกนำมาอยู่ในพระเยซูคริสต์ คือพระองค์ผู้ทรงสวมรับอย่างเต็มบริบูรณ์ด้วยความบริสุทธิ์และความชอบธรรม และความยุติธรรมแห่งพระเจ้า และในเวลาเดียวกันที่ต้องรับสภาพของมนุษย์ที่อ่อนแอ เป็นการแบกรับของพระคริสต์เพื่อมนุษย์ตลอดไป
7.     การวิงวอนคือ สถานที่พระเจ้าและมนุษย์พบกัน  Encountering God  เราจะต้องค้นหานิยามของการวิงวอนว่าคืออะไรแน่ บางคนอาจคิดถึงการประชุมอธิษฐาน ห้าครั้งในหนึ่งสัปดาห์ หรือบางสิ่งที่เราเป็นอยู่ หรือเรากำลังจะเป็น คำตอบก็คือว่าถูกต้อง สำหรับการประชุมอธิษฐาน เพราะว่าเป็นการประชุมอธิษฐานผ่านสิ่งที่เรากำลังถูกสร้างในรูปแบบนั้น และได้รับในบริบทที่จะเคลื่อนเข้าในพันธกิจของการอธิษฐานวิงวอน และกำลังจะเป็นความจริงที่เรากำลังจะเป็นนักอธิษฐานวิงวอน
 เมื่อเราพบกับพระเจ้า พระเจ้าทรงแบ่งปันพระทัยของพระองค์กับเรา  แล้วเราใช้สิทธิอำนาจในการครอบครองร่วมกับพระองค์  ในการอธิษฐานวิงวอน
GOD IS THE INTERCESSOR   พระเจ้าทรงเป็นนักอธิษฐานวิงวอน
เราจะต้องก้าวไปไกลมากขึ้นอีก สำหรับความเข้าใจเรื่องการวิงวอน สิ่งนี้เป็น สิทธิอำนาจของแผ่นดินของพระเจ้าในยุคนี้ และในยุคที่จะมาถึง เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
ก่อนที่เราจะศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นอีก เราจะต้องเข้าใจว่า การวิงวอนไม่ใช่บางสิ่งที่ “เรียกร้องความสนใจจากพระเจ้า” เพื่อที่พระเจ้าจะสังเกตที่เรา และทำบางสิ่งเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ในโลกนี้
1.    การวิงวอนไม่ใช่การชักชวนพระเจ้า แต่เกี่ยวกับพระเจ้าผู้นำมนุษย์เข้าในความสามัคคีธรรมกับหัวใจของพระองค์ เพื่อจุดประสงค์ในการสื่อสารหัวใจ ความคิด พระประสงค์ และพระทัยของพระองค์ที่มีต่อโลกนี้ออกมา สิ่งนี้สำแดงออกในการเห็นพ้องต้องกันในการอธิษฐานที่เปิดเผยความจริงเหล่านี้ออกมา แต่ความจริงเหล่านี้ต้องออกมาจากหัวใจของ พระเจ้า ไม่ใช่จากหัวใจของมนุษย์
2.    เราได้เห็นภาพของพันธกิจนี้ผ่านผู้หญิงแก่คนหนึ่งที่สัตย์ซื่อที่จะร้องทูลต่อพระเจ้า แต่พระเจ้ากำลังเรียกร้องทั้งชนยุคนี้ให้เข้าใจในการสามัคคีธรรมกับหัวใจของพระองค์ พระเจ้ากำลังมองหาคนเหล่านี้ที่เข้าใจว่าพวกเขาถูกสร้างมาเพื่ออะไร สำหรับการใกล้ชิดสนิทและการปกครองกับพระเจ้า
“ใครจะเข้าใจฉัน”  พระเจ้าแสวงหาคนที่ คนที่จะเข้าใจพระองค์  เข้าใจความคิด  ความรู้สึกของพระองค์ 
1.    ในการอธิษฐานวิงวอนพระเจ้าทรงนำมนุษย์เข้าสู่ความเร่าร้อน มุมมองและความปรารถนาของพระองค์
2.    การสำแดงที่ชัดเจนของการวิงวอนคือ พระเจ้าทรงเห็น ทรงได้ยิน ทรงรู้สึก และพระองค์ทรงกระทำตามการดำเนินชีวิตและคำอธิษฐานของประชากรของพระองค์เอง
3.    ให้เราดูในเยเรมีย์ บทที่ 9 เพื่อจะได้ยินและรู้สึกการร้องไห้ของพระเจ้าในช่วงการเปลี่ยนแปลง
“อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดในสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดในความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดในความมั่งคั่งของตน แต่ให้    ผู้อวด อวดในสิ่งนี้ คือในการที่เขาเข้าใจและรู้จักเรา ว่าเราคือพระเจ้า ทรงสำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะเราพอใจในสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” (ยรม.9:23-24)   
4.    สิ่งนี้เป็นพระสิรินิรันดร์ เป็นพระสิริของความเข้าใจ และการรู้จัก  พระเจ้า และนำพาให้เกิดแรงผลักดันภายในของเราเอง ในความเมตตา ความเจ็บปวดของการสามัคคีธรรมกับพระเจ้า และการถูกต่อว่า และ      ติเตียนโดยมนุษย์
5.    สถานที่แห่งนี้อยู่บนพื้นฐานของระบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากโลก แต่ในมุมมองของสวรรค์ สิ่งนี้เป็นความสำเร็จของมนุษย์บนแผ่นดินโลกที่รู้สึกและเห็นตามอย่างที่พระเจ้าเห็นและรู้สึก

 

6.    ความจริงอันหนึ่งกำลังเสื่อมลง หรือเราเองกำลังโอ้อวดในตนเอง ซึ่งถือว่ามันเป็นความโศกเศร้าที่จะพบว่าคนส่วนมากที่เรียกว่า “คริสต์ศาสนิกชน” ในอเมริกา และในประเทศของโลกนี้ คือคนที่กำลังวางความมั่นใจของพวกเขาในทุกสิ่ง แต่แท้จริงแล้วเขารู้จักและเข้าใจหัวใจของพระเจ้าหรือไม่ ถ้าเราพลาดสิ่งนี้ เราก็พลาดในทุกเรื่อง
7.    เรามีวี่แววหรือไม่ว่าเราถูกสร้างมาเพื่ออะไร

พระเจ้าสำแดงความโปรดปราน โดยให้อาดัมเป็นผู้ครอบครอง และ เปรมปรีดิ์ร่วมกับพระองค์
พระเจ้าทรงอวยพระพรแก่มนุษย์ ตรัสแก่เขาว่า จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน (ปฐก. 1:28)
พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดนทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากินเป็นอาหารที่งอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่ง อยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย (ปฐก.2:8-9)
พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดินแล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะเรียกชื่อมันว่าอย่างไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น (ปฐก. 2:19)
มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงเขา และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่าซึ่งพระองค์ทรงเยี่ยมเยียนเขา เพราะพระองค์ทรงสร้างเขาให้ต่ำกว่าพระเจ้าแต่หน่อยเดียว และสวมศักดิ์ศรีกับเกียรติให้แก่เขา พระองค์ทรงมอบอำนาจให้ครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์ พระองค์ทรงให้สิ่งทั้งปวงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา (สดด.8:4-6)
จากพระธรรมข้างบน  เราพบว่า  
  • พระเจ้าสร้างมนุษย์ในความสามารถที่จะปกครองร่วมกับพระเจ้า ทูตสวรรค์ผู้ปรนนิบัติพระเจ้า (ฮบ.1:14) แต่การปกครองนั้นได้มอบแก่มนุษย์ที่แสดงถึงการโปรดปรานและความรักของพระเจ้า   ทูตสวรรค์ทั้งปวง เป็นแต่เพียงวิญญาณผู้ปรนนิบัติ ที่พระองค์ทรงส่งไปช่วยเหลือบรรดาผู้ที่จะได้รับความรอดกระนั้นมิใช่หรือ (ฮบ.1:14)
  •  พระเจ้าทรงมีแผนการแห่งความจงรักภักดี เกียรติ และความรักอย่างมากมายแก่มนุษย์ในการปกครองร่วมกับพระองค์ ดาวิดได้สำแดงความรักของพระเจ้า โดยการมอบมงกุฎของพระองค์ (บัลลังก์) แก่มนุษย์                                                                                             ให้ ลองพิจารณา ประเด็น ข้อคิด ต่อไปนี้

 

1.  อาดัมถูกเรียกมาเพื่อดูแลสวนของพระเจ้า ซึ่งแสดงออกถึงความพึงพอใจของพระเจ้า การปกครองของอาดัมอยู่ท่ามกลางสวนนั้นเต็มด้วยความชื่นชมยินดีกับพระเจ้าที่นั่นด้วย   (ปฐก.2:9,15)
2.     โอกาสของอาดัมที่จะสำแดงความรักอย่างสมัครใจต่อพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ดำเนินไปตามรูปแบบการทรงสร้างของพระเจ้าที่มาจากความรักที่ยิ่งใหญ่ภายในนั้น พระเจ้าจงใจที่จะให้เขามีโอกาสที่จะสำแดงความไม่เชื่อฟัง และก็ให้โอกาสที่จะสำแดงความรักอย่างสมัครใจ (freewill) เช่นกัน
เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่ (ปฐก.2:17)                                
3. การทรงสร้างนี้ตามพระฉายาและตามอย่างของพระเจ้าที่จะสามัคคีธรรมและสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระเจ้า เพราะตามความสัมพันธ์และการสามัคคีธรรมนี้การปกครองก็จะบรรลุผล
1.   ความสามารถที่จะสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ไม่จำกัด
2.    มนุษย์ถูกสร้างให้มี ตา หู จมูก มือและปาก เพื่อสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นในการติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าให้เกิดขึ้น เช่น  เราสามารถสัมผัสการทรงสถิตย์  ได้ด้วยจมูก  บางคนได้กลิ่นหอม   บางคนเห็นภาพด้วยตา   บางคนเห็นภาพในสมอง  บางคนรู้สึกถึงมือร้อน  มือสั่น  บางคนรู้สึกแปลบปลาบภายใน เป็นต้น
3.   ผลของการสามัคคีธรรมนี้กับพระเจ้าจะนำสู่การปกครอง  ( intimacy  and God’s government )
4.    สิ่งนี้เป็นรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุดของพระสิรินิรันดร์ของนักอธิษฐานวิงวอน มันเป็นพระสิรินิรันดร์ของมนุษย์ที่จะสามารถสัมพันธ์กับพระเจ้าและปกครองร่วมกับพระองค์โดยผ่านความสัมพันธ์ที่มีต่อพระเจ้า

1.การวิงวอนเกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะสัมพันธ์และสื่อสารกับ  พระเจ้าและได้รับมุมมองของพระเจ้าที่เกี่ยวกับโลกนี้
2.      เป็นเรื่องของการติดต่อกับพระเจ้า ได้รับการเติมด้วยความสว่าง ความชอบธรรมและผลของการเป็นหนึ่งเดียวกันนี้คือการปกครองโลกนี้ และประกาศพระวจนะของพระเจ้า  ผ่านการอธิษฐาน การร้องเพลง การเทศนา   การสอน  การเผยพระวจนะ  ฯลฯ
3.สิ่งที่สำคัญที่สุดของการล้มลงในความบาปคือการติดต่อกับ      พระเจ้าของมนุษย์นั้นได้รับผลกระทบที่รุนแรงมาก ดังนั้นความสามารถที่จะครอบครองร่วมกับพระเจ้าก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงเช่นกัน
4.      ด้วยเหตุผลนี้พระเยซูคริสต์จึงเข้ามาโลก
เมื่อเราเริ่มที่จะเข้าใจว่าการอธิษฐานวิงวอนเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่เจาะจงกับสิ่งที่ไม่ดี  หรือ ปัญหา ในทุกวันนี้ แต่  การอธิษฐานวิงวอนเป็นพระสิริของการทรงเรียก ที่มาถึงผู้เชื่อทุกท่าน เพราะมีความเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของแผ่นดินของพระเจ้าในแผ่นดินโลก 

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ คริสเตียน ยืนขึ้น เห็นพ้องต้องกันกับพระเจ้า และ อธิษฐานวิงวอนเพื่อแผ่นดินของพระเจ้าในประเทศไทย  ????


วรรณา  ไพบูลย์เกษมสุทธิ
————————————————-
แหล่งที่มาของข้อมูล   รร อธิษฐาน และ อธิษฐานวิงวอน  School of Prayer and Intercession  by THOP
Powered by www.477internet.com