พระคัมภีร์ “นางรูธ” โดย อ.สุวัฒน์

หลักการศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเอง

พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่เหมือนและไม่เหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ อะไรคือสาเหตุเช่นนั้น

2ทิโมธี3:16 และ2เปโตร1:20-21 กล่าวว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นหนังสือที่พระเจ้าทรงดลใจให้มนุษย์เขียน ไม่ได้มาจากความคิดในใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำที่มาจากพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ซึ่งแม้จะเขียนได้ดีเยี่ยมเพียงไรก็ตาม แต่หนังสือเล่มๆทั้งหมดมาจากความคิดของมนุษย์ ไม่มีหนังสือเล่มใดที่อาจกล่าวได้ว่า ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้าเหมือนพระคัมภีร์(ความจริงแล้วพระคริสตธรรมคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ถูกเขียนด้วยภาษากรีกที่ชาวบ้านสามัญทั่วไปใช้พูดสื่อสารกัน ไม่ใช่ด้วยกรีกคลาสสิค-ปรัชญากรีก เหมือนหนังสือของเพลโต)

ยอห์น1:14 กล่าวว่า “พระวาทะได้บังเกิดเป็นมนุษย์ บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา”

พระเยซูคริสต์เจ้าทรงอยู่ท่ามกลางมนุษย์คนอื่นๆ เป็นเหมือนคนอื่นๆแต่ทรงแตกต่างจากคนอื่นในโลกอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ต่างเพราะพระองค์ไม่เคยทำบาปหรือไม่ทรงมีบาป แต่ต่างกันตรงที่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้มารับสภาพมนุษย์ที่อ่อนแอเหมือนอย่างเราทั้งหลาย พระองค์ทรงถูกเรียกว่าอิมมานูเอล แปลว่าพระเจ้าทรงสถิตกับเรา นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์เกินความคิดความเข้าใจของมนุษย์

เหตุผลที่ผมกล่าวถึงพระเยซูคริสต์เจ้าและพระคริสตธรรมคัมภีร์ในลักษณะนี้ก่อนเข้าเรื่องการศึกษาพระคัมภีร์  เพราะนี่เป็นสาระสำคัญยิ่งในการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์

ฉะนั้นการศึกษาพระคัมภีร์จึงต้องคำนึงถึงมิติสองอย่างนี้ที่ผสมปสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า100% ฉันใดและทรงเป็นมนุษย์100% ฉันนั้น หนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ก็เป็นหนังสือของพระเจ้า100% และหนังสือของมนุษย์100% ฉันนั้น นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์และนี่เป็นพระคุณและความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์เกินความเข้าใจจริงๆ

ถ้าเช่นนั้นเราจะเข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างไร ง่ายมากครับ เหล่าสาวกที่ติดตามอยู่กินและรับใช้พระเยซูสามปีเข้าใจพระองค์ได้อย่างไรเราก็สามารถเข้าใจพระองค์ได้อย่างนั้น ฟิลิปสาวกคนหนึ่งถูกพระเยซูตำหนิว่าอยู่กับพระองค์นานขนาดนี้ยังไม่รู้จักพระองค์อีกหรือ พี่น้องครับเราเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน อยู่กับพระคัมภีร์นานแต่อาจไม่รู้จักพระคัมภีร์ก็เป็นได้ครับ     แต่เปโตรได้รับคำชมเชยจากพระเยซูว่า “..ท่านก็เป็นสุข เพราะว่าเนื้อและเลือดไม่ได้แจ้งความนี้(พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนมอยู่)แก่ท่านแต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ” เพระฉะนั้นคำตอบคือการเปิดเผยสำแดงจากพระเจ้า

พระคัมภีร์เด็กเล็กๆก็อ่านเข้าใจได้ นักศาสนศาสตร์ในสถาบันศาสศนศาสตร์ก็ศึกษาค้นคว้าได้ตลอดชีวิต สำหรับพระเยซูคริสตเจ้าก็เช่นเดียวกันครับ เด็กเล็กๆก็อยากอยู่ใกล้อยากให้พระองค์อุ้ม อาจารย์สอนศาสนาอย่างนิโคเดมัสก็กระหายหาความจริงจากพระองค์ พี่น้องครับ พระคริสตธรรมคัมภีร์นั้นง่ายถ้าเราถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็ก เราสามารถเข้าใจได้ครับเพราะพระเยซูตรัสว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นนั้น

พระคัมภีร์เป็นหนังสือที่แปลกมากเราอ่านกันตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆจนกระทั่งเราชราเราก็ยังอ่านพระคัมภีร์เล่มเดียวกันนี้ แต่พระคัมภีร์ไม่เคยชราหรือล้าสมัยดูเหมือนพระคัมภีร์ยิ่งเจริญงอกงามมีชีวิตมีพลานุภาพมากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตของเรา อัศจรรย์ใช่ไหมครับ

อาจารย์เปาโลกล่าวว่าพระเจ้าทรงเขียนพันธสัญญาใหม่บนแผ่นดวงใจผู้เชื่อไม่ใช่ด้วยน้ำหมึกแต่ด้วยพระวิญญาณ และชีวิตของเราถูกทำให้เปลี่ยนไปจากสง่าราศีหนึ่งสู่อีกสง่าราศีหนึ่งเมื่อเราเพ่งมองดูที่พระเยซู เป็นเรื่องที่อัศจรรย์ไหมครับ

ผมได้กล่าวถึงพระคริสตธรรมคัมภีร์ในสองมิติคือสวรรค์และมนุษย์โลกรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ฉะนั้นในการเข้ามาศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เราจำต้อง

ให้เกียรติพระคำของพระเจ้า

ถ่อมใจยอมรับว่าเราต้องพึ่งพาการเปิดเผยสำแดงของพระเจ้า เหมือนดาวิดอธิษฐานในสดุดี ว่า “ขอทรงเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็น สิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์ ข้าพระองค์เป็นคนพเนจรบนแผ่นดินโลก ขออย่าทรงซ่อนพระบัญญัติของพระองค์จากข้าพระองค์เสีย”

พระเยซูทรงตรัสว่า บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์  จากประสบการณ์ส่วนตัวผมพบว่าพระเจ้าทรงเต็มใจและยินดีที่จะให้เราเข้าใจพระคำของพระองค์มากยิ่งกว่าที่ผมต้องการจะรู้ด้วยซ้ำไป เพราะเพราะฉะนั้นให้เราขอด้วยใจเชื่อครับ พระองค์ทรงเป็นพระบิดาผู้ทรงรักเรามากครับ

เอาละ บางคนบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็ง่ายนะสิ ฉันจะขอ และอ้าปากรอให้พระเจ้าป้อนฉันให้อิ่ม   แต่เราลืมไปว่าพระคัมภีร์มีอีกมิติหนึ่งอีกคือพระเจ้าทรงดลใจให้มนุษย์เขียนตามที่พระองค์ทรงต้องการ

เราจึงต้องพิจารณาพระคัมภีร์จากมิติที่มนุษย์เขียนหนังสือด้วย

ก่อนที่ผู้เขียนหนังสือจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเล่มใด เขาต้องมีวัตถุดิบ คือเนื้อหาสาระที่จะเขียน ต้องมีวัตถุประสงค์ว่าเขียนเพื่อสื่อให้เกิดอะไร(นั่นคือวัตถุประสงค์) เขียนถึงใคร

เหตุใดจึงต้องสื่อเรื่องราวเหล่านี้ จะเขียนในลักษณะใด ร้อยแก้ว หรือร้อยกรอง เป็นคำเปรียบเทียบ คำอุปมา  เป็นการพรรณาหรือเป็นบทสนทนา หรือใช้หลายแบบผสมกันตามความเหมาะสมให้บรรลุเป้าหมายที่มีในใจ

ต่อมาก็จะคิดว่าจะเริ่มเรื่องอย่างไร ดำเนินเรื่องราวอย่างไร (นี่ก็คือแนวความคิดหรือโครงเรื่อง บางครั้งเรียกว่าโครงสร้าง)และจะจบหรือสรุปอย่างไรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนหรือนักเขียนหนังสือต้องคำนึงถึง

ในฐานะที่เราเป็นผู้ศึกษางานเขียนเหล่านี้เราก็ต้องแกะรอยสืบเสาะ เราต้องพิจารณาเนื้อหาค้นหาวัตถุประสงค์  แนวความคิด  ความคิดหลักหรือเรื่องหลักใหญ่ มองหาความเชื่อมต่อของเรื่องราวที่ผู้เขียนเดินเรื่อง –แนวความคิดไหลไปทางใดอย่างไร และอะไรคือหลักการในเรื่องนั้นๆ

ให้เรานำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมาใช้ในการศึกษาพระคัมภีร์  เล่มที่ผมเลือกคือพระธรรมนางรูธ

ในการศึกษาพระคัมภีร์โดยทั่วไปมีขั้นตอนกว้างๆคือ สังเกตดู ตีความหมายและการนำมาใช้

ขอย้ำว่าท่านควร สังเกตและสืบเสาะข้อมูลต่างๆจากตัวพระคัมภีร์เป็นหลักไม่ใช่ไปหาข้อมูลหรือความเข้าใจจากหนังสือคู่มือการศึกษาพระคัมภีร์ ท่านควรศึกษาด้วยตัวท่านเอง ผมเชื่อว่าท่านจะพบความชื่นชมยินดีที่เห็นว่าพระเจ้าทรงพร้อมเดินไปกับท่าน

สังเกตดู ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการสำรวจ ภูมิหลัง ความเป็นอยู่ สังเกตอารมณ์ ความรู้สึก บรรยากาศของท้องเรื่อง มองหาวัตถุประสงค์  แนวความคิด  ความคิดหลักหรือเรื่องหลักใหญ่ มองหาความเชื่อมต่อของเรื่องราวที่ผู้เขียนเดินเรื่องว่าเชื่อมต่อกันอย่างไร เหตุใดจึงเดินเรื่องเช่นนั้น –แนวความคิดและเริ่มถามคำถามเบื้องต้นเพื่อหาสาเหตุซึ่งจะโยงไปยังเรื่องการตีความหมาย

ให้สังเกตสิ่งที่ผู้เขียนเน้นหรือย้ำหรือให้น้ำหนัก

ให้สังเกตเนื้อหาที่มีการเปรียบเทียบ ความเหมือน ความต่าง และให้ถามคำถามว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร

ไตร่ตรอง พิจารณาสถานการณ์ ความรู้สึกนึกคิดของคนที่ได้รับ ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ว่าจะตอบสนองอย่างไร

การทำ แผนภูมิแบบเรียบง่ายและระบุชื่อของบทหรือตอนจะช่วยให้เราเห็นภาพกว้างของหนังสือหรือข้อความที่เราศึกษาอยู่ชัดเจนมากขึ้น

 ตีความหมาย นี่เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์ บริบท  ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม  ศาสนศาสตร์การเปิดเผยสำแดง ไวยากรณ์และภาษา (หัวเรื่องเหล่านี้มีรายละเอียดมากครับ)

ก่อนที่ท่านจะหาคำตอบ หรือข้อมูลจากหนังสืออื่นๆ ขอให้ท่านหาคำตอบจากหนังสือเล่มที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้ก่อน(นางรูธ)แล้วค่อยๆขยับไปยังหนังสือที่ถูกพาดพิงถึงคือผู้วินิจฉัย แล้วค่อยขยับไปหนังสือซามูเอลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับดาวิด หลังจากที่สืบเสาะค้นหาเช่นนี้ด้วยตัวท่านเองแล้วจึงไปหาหนังสือคู่มือ(ถ้าจำเป็น) หากทำเช่นนี้ก็จะเปรียบเหมือนท่านกำลังหันทำอาหารรับประทานเอง ขอให้ฝึกไปเรื่อยๆนะครับ ท่านจะพบว่าท่านไม่ต้องพึ่งแต่ร้านหรือภัตราคารหรูๆ แม้บางครั้งนานๆไปกินทีก็ดีจะได่พัฒนาฝีมือตนเอง ความจริงที่แน่นอนที่สุดคือไม่มีพ่อครัวฝ่ายวิญญาณคนไหนในโลกนี้ที่ทำอาหารมีคุณภาพและมีรสชาดอร่อยเท่ากับพระเยซูคริสต์เจ้า

การนำมาใช้ ก่อนนำมาใช้เราต้องประเมินหลักการหรือความจริงที่ค้นพบก่อนว่าสำหรับใคร สมัยใด นำมาใช้กับคนสมัยปัจจุบันหรือสภาพของเราได้มากน้อยขนาดใด

หลักการหรือความจริงหลักนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างของโลกในสมัยพระคัมภีร์กับโลกในสมัยปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่

เราได้หลักการหรือความจริงหลักจากการมองหาหรือการกลั่นหลักการกว้างๆให้ออกมาเรื่องเรื่องเฉพาะเจาะจึงซึ่งมีอยู่ในพระคัมภีร์ตอนนั้นโดยต้องหมั่นเปรียบเทียบกับหลักการอื่นๆที่ปรากฏชัดเจนในพระคัมภีร์ สิ่งที่แน่อนคือ พระคัมภีร์มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีความขัดแย้งกันเอง ถ้าท่านได้ความจริงที่ขัดแย้งกับความจริงที่พระเจ้าให้ทราบอย่างโจ๋งครึ่ม น่าตั้งคำถามว่าสิ่งที่เห็นหรือพบ หรือได้รับนั้นใช่หรือเปล่า(ให้พิจารณาว่าพระเยซูได้ทรงสอนหรือทรงกระทำหรือตรัสว่าผู้เชื่อจะกระทำเช่นนั้นหรือไม่) อย่าด่วนสรุปเร็วเกินไปว่าท่านค้นพบความจริงใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน

พระเจ้าองค์นิรันดรทรงสื่อความจริงนิรันดรของพระองค์ผ่านมนุษย์ที่มีความจำกัด แต่ทรงโปรดประทานพระวิญญาณแห่งความจริงให้เปิดเผยเท่าที่คนในเวลานั้นจะรับได้ แม้ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่อาจรับได้ในเวลานี้แต่ในอนาคต-และต่อๆไปจนนิรันดรกาล พระองค์จะทรงเปิดเผยความจริงของพระองค์แก่เรา

 

คำถามสองคำถามซึ่งช่วยในการนำความจริงหลักนั้นมาใช้กับชีวิต

คำถามเพื่อการวินิจฉัยวิเคราะห์ตนเอง ถามตนเองว่าชีวิตเราหรือชุมชนที่เราอยู่เปรียบเทียบกับความจริงที่พบในพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นอย่างไร

คำถามเพื่อการพัฒนา ถามตนเองว่าหากนำความจริงนี้มาใช้กับชีวิตตนเองหรือคนในชุมชนหรือในโลกจะเกิดผลอย่างไรบ้าง เป็นสิ่งที่ท้าทายไหม ในภาคปฏิบัติเราจะทำตามหลักความจริงนี้ได้อย่างไร จะเริ่มอย่างไร กับใคร ที่ไหน ภายในเวลาเท่าไร จะตรวจสอบอย่างไรว่าเราได้เริ่มทำตามหลักการนี้แล้ว

ท่านสามารถนำขั้นตอนเหล่านี้ทั้งหมดไปใช้กับตนเองส่วนตัว และหรือกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์หรือการแบ่งปันพระคัมภีร์ หรือการสอนหรือเทศนา

โปรดอย่าลืมว่า ในการสอนหรือเทศนานั้นท่านได้ทำการเคี้ยว ย่อยอาหาร ให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของท่านแล้ว ท่านสอนหรือเทศนาออกมาจากชีวิตของท่านไม่ใช่เสริฟอาหารดิบซึ่งยังไม่หั่นหรือยังไม่เอาลงกะทะ สิ่งที่ออกมาจากชีวิตของท่านเองอาจเป็นเหมือนขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว หลายครั้งผมเองบอกพระเจ้าว่าผมเองมีอาหารแค่นี้เท่านั้น จะพออะไรกัน หลายครั้งลึกๆในจิตวิญญาณผมได้ยินว่า  “นำอาหารนั้นมาให้เรา” บ่อยครั้งผมก้าวไปแบ่งปันพระคำด้วยความตื่นเต้นและก็ได้เห็นพระคุณพระเจ้าว่าพระเยซูทรงสามารถเพิ่มพูนขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัวเล็กๆที่เรามอบแด่พระองค์ได้จริงๆ

ขอบพระคุณพระเจ้า

ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์จะทรงอวยพระพรแก่ท่านมากกว่าที่ท่านคิดหรือทูลขอจากพระองค์

 สำหรับพระธรรมนางรูธ

. ให้ท่านทำตามขั้นตอนการสังเกต  สำรวจ ว่าใครเขียนถึงคนกลุ่มใด มีจุดประสงค์อะไร มีความจริงหลักอะไรในเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านมีชีวิตสนองตอบต่อถ้อยคำที่ท่านเขียนอย่างไร

.ในการอ่านเพื่อสำรวจให้อ่านทั้งสี่บทให้จบในคราวเดียว อย่าเพิ่งหยุดตรึกตรองเป็นเวลานาน ให้ทำเหมือนที่ท่านอ่านสำรวจว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไร มีใครหรือเรื่องหลักๆอะไร  สังงเกตบรรยากาศ อารมณ์หรือความรู้สึกของท้องเรื่อง ให้สังเกตความคิด อารมณ์ บรรยากาศของตอนต้และตอนท้ายว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เหตุใดผู้เขียนจึงวางแนวความคิดเช่นนี้ เพื่ออะไร ให้สังเกตการเริ่มเรื่องสังเกตการจบหรือสรุปในตอนท้าย

.ให้สังเกตการเดินเรื่องในแต่ละบท แต่ละตอนที่ผู้เขียนคัดสรร โดยเฉพาะถ้อยคำในบทสนทนาของคนในแต่ละบท /ตอน ว่าผู้เขียนต้องการเน้นอะไร

.ให้สังเกต การเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของบุคคลในท้องเรื่องในแต่ละบท เหตุใดผู้เขียนจึงใส่เนื้อหาในลักษณะนี้ ท่านต้องการเน้นอะไร

พิเศษ

ให้ค้นหาความหมายของชื่อ เอลีเมเล็ค

เมื่อพบความหมายของชื่อนี้ ท่านได้รับความจริงอะไร หรือคิดถึงข้อพระคัมภีร์ตอนใดหรือนึกถึงใครซึงมีชีวิตเป็นตามชื่อนี้ ให้ตรวจสอบชีวิตท่านเองว่าเป็นตามความจริงนี้หรือไม่มากน้อยเพียงไร

พระธรรมนางรูธ เป็นพระธรรมเล่มที่สั้นที่สุดเล่มหนึ่งทั้งในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และในฐานะพระคัมภีร์ในศาสนายิว มาจากภาษาฮีบรูว่า מגילת רותโดยพระธรรมนางรูธนี้ มีเพียง 4 บท เท่านั้น

พระธรรมนางรูธไม่ระบุผู้เขียนที่ชัดเจน มีนักศาสนศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า ซามูเอล เป็นผู้เรียบเรียงขึ้น แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกัน เนื่องจากนักประวัติศาสตร์ พบว่าเนื้อหาบางส่วนในพระธรรมนางรูธได้ระบุช่วงเวลาซึ่งเชื่อได้ว่า น่าจะเกิดขึ้นภายหลังจากซามูเอลได้เสียชีวิตแล้ว

 

Flash required

 

Powered by www.477internet.com