คำเทศนาบนภูเขา รากฐานที่ไม่หวั่นไหว ตอนที่ 2

คนมีปัญญาสร้างบ้านไว้บนศิลา ๆ  เมื่อพายุและลมพัดมา
เมื่อฝนตกหนักและน้ำก็ไหลเชี่ยว…….
(เพลงระวีฯสอนเด็ก ที่ยังจำได้เป็นอย่างดี)
คำสัญญา ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับชีวิตคริสเตียนที่มั่นคง  ไม่พังทะลายเพราะลมพายุ  สถานการณ์ภัยพิบัติ หรือปัญหาที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต     พระเยซูตรัสว่า  “ เพราะฉะนั้นทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างบ้านของตนไว้บนศิลา 25แล้วฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะบ้านนั้น แต่บ้านไม่ได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา” มธ 7:24
 แต่  ใน มธ 7:25 ก็เป็นคำเตือนที่ยิ่งใหญ่   ชีวิตคริสเตียน  หรือ พันธกิจ ที่ไม่ได้สร้างบนศิลา จะ พังทลายลง   “  ทุกคนที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตาม ก็เปรียบเสมือนคนที่โง่เขลา สร้างบ้านของตนไว้บนทราย 27แล้วฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะบ้านนั้น บ้านนั้นก็พังทลายลง และการพังทลายนั้นก็ยิ่งใหญ่”    คำเตือนนี้เราควรให้ความใส่ใจเพราะพระองค์เป็นผู้เตือนเราเอง   จากพระธรรมตอนนี้ บ้านไม่ได้พังเพราะพายุ  แต่เพราะสร้างบ้านบนดินทราย    ได้ยินคำของพระเยซูแต่ไม่ทำตาม   ขอพระเจ้าช่วยเราด้วย
ลองคิดในมุมตรงกันข้าม ถ้าชีวิตเราหวั่นไหว  โงนเงน แสดงว่า เราไม่ได้สร้างชีวิตแบบคนมีปัญญา  ไม่ได้สร้างบนศิลา   แล้วอะไรล่ะ คือ คำสอนที่พระองค์บอก   คำสอนของพระองค์ ใน มธ 5:1-7:23 ทั้งหมด  ถ้าเราจะได้ยินและทำตาม   เราจะมั่นคงปลอดภัย
ถ้าเราจะดู ข้อถัดไป มธ 7:21-23   ชีวิตเราที่รับใช้พระเจ้ามาตลอด  คงไม่มีอะไรที่น่าตกใจ เท่าข้อนี้   “ ไม่ใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า[ ในสำเนาภาษากรีกมีการกล่าวซ้ำสองครั้ง ]  จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้สถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 22เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนจำนวนมากร้องแก่เราว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า  ข้าพระองค์ได้เผยพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้ทำการแห่งฤทธานุภาพมากมายในพระนามของพระองค์ ไม่ใช่หรือ?’ 23เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักพวกเจ้าเลย เจ้าผู้ทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’   คำถามคือว่า  อะไรคือความหมายของผู้ปฎิบัติตามพระทัยพระบิดา  ที่พระเยซูตรัส   น่าจะเกี่ยวข้องกับ ได้ยินและทำตามคำสอนของพระองค์แน่  ดังนั้นเราต้องกลับไปดูข้อความย้อนไป  ใน มธ 5-6ด้วย  ความจริงในบริบทจะช่วยให้เราเข้าใจ    ไม่คิดจินตนาการไปเรื่อยนอกบริบทที่พระเยซูสอน
เพื่อเราจะเข้าใจความหมายของคำเทศนาของพระเยซูเราควรอ่านบริบทของทั้งสามบา  แล้ว สังเกตความคิชื่อมโยงของคำพูด  จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายในบริบทโดยไม่ต้องใช้ คำอ้างอิงลูกโซ่(ศัพทานุกรม) ซึ่งหลายครั้งเรานำเอาข้อพระธรรมมาอธิบายผิดบริบทได้   ให้เราลองมาดูภาพใหญ่ของ มธ 5-7 ก่อน   ลองอ่านให้จบสามบทสักสองสามรอบในการนั่งอ่านครั้งเดียว  เพื่อเราจะได้เห็นถาพใหญ่ของคำเทศนาได้
8 วิถี แห่งพระพรล้ำเลิศ
1.    แผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เป็นของคนหยิ่งลำพอง   คนที่คิดว่าช่วยตัวเองได้   แต่เป็นของ คนที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ   เป็นของคนยากจนฝ่ายวิญญาณ    ถ่อมใจเข้าหาพระเจ้า  เข้าหาพระองค์ด้วยใจที่แตกสลาย   ในความอ่อนแอเข้าหาพระเจ้า   พระองค์เป็นเจ้าของสวรรค์ที่แท้จริง    แผ่นดินสวรรคเป็นของเราผู้ที่ไม่คู่ควร   แต่โดยพระเมตตาของพระองค์  แผ่นดินสวรรค์เป็นของเราผู้ที่ยากจนฝ่ายวิญญาณ
“รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ “ เป็นคำพูดที่ทำให้พวกฟาริซายตกใจ  เพราะพวกเขามีความรู้สึกที่ตรงกันข้าม  พวกเขารู้สึกว่าตัวเองชอบธรรม (self-righteousness) รู้สึกภาคภูมิใจในการปฎิบัติศานกิจของตัวเอง   รู้สึกว่าตัวเองชอบธรรมเพราะได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติ    พวกเขาคงมีความรู้สึกเหมือกับชาวพุทธที่เคร่งศาสนา  รู้สึกว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น  รู้สึกว่าคนอื่นเป็นคนบาป   แต่คำพูดของพระเยซูตรงนี้  คงทำให้พวกเขาประหลาดใจ  ว่าเป็นไปได้อย่างไรกัน   คนที่บกพร่องฝ่ายวิญญาณจะได้แผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา  เพราะพวกเขาไม่สมควรแม้แต่เข้าสวรรค์ด้วยซ้ำไป  เขาได้แผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาได้อย่างไรกัน    ถ้าเขาไม่ประพฤติตามพระบัญญัติ    แต่เป็นไปได้ ถ้าเจ้าของสวรรค์เป็นคนให้    เป็นคนทำให้ผู้ที่บกพร่องฝ่ายวิญญาณมีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรที่จะได้รับแผ่นดินสวรรค์     ประโยคแรกของพระองค์ก็สวนกระแสความคิดของพวกยิวแล้ว
“รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ “  เป็นยาที่แก้ วิญญาณศาสนาได้ดีที่สุด  ถ้าเรามีวิญญาณเช่นนี้  แผ่นดินสวรรค์เป็นของเรา   เราเดินไปไหน ที่นั่นมีแผ่นดินสวรรค์   ที่มีเจ้าของสวรรค์ไปด้วยเสมอ
2.    โศกเศร้า  ก็เข้าหาพระเจ้า   โศกเศร้า  เสียใจ พระองค์จะทรงปลอบประโลม   ความโศกเศร้าของเราไม่ได้เป็นอุปสรรคที่จะได้รับการเล้าโลมใจ  หนุนใจจากพระเจ้า
3.    คนที่สุภาพอ่อนโยน  จะเป็นคนที่ได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก  ผู้ที่ครอบครองแผ่นดินตัวจริงคือคนที่ถ่อมสุภาพ  ไม่บ้าอำนาจ หรือใช้อำนาจแบบผิดให้ได้มาซึ่งแผ่นดิน  แต่วิถีแห่งการครอบครองแผ่นดินคือ การสุภาพออ่อนโยน  ซึ่งโลกนี้อาจเรียกว่า อ่อนแอก็ได้ แต่นี่เป็นวิถีของพระเจ้า
ความสุภาพอ่อนโยน   ความถ่อมใจ  ยกย่องคนอื่น   ให้เกียรติพี่น้องคนอื่นมากกว่า  เป็นวัฒนธรรมแห่งการฟื้นฟูที่ต้องมี  ทำให้การฟื้นฟูของพระวิญญาณยั่งยืน  เติบโตในชุมชน    การครอบงำชีวิตคนอื่น   การใช้อำนาจบงการ  ตรงกันข้ามกับความสุภาพออ่นโยน
4.    คนหิวกระหายเท่านั้น  ที่จะอิ่มบริบูรณ์    เราจะได้พระเจ้าเท่าที่เราอยากได้  พระองค์จะเติมเราให้เต็มด้วยพระวิญญาณของพระองค์เมื่อเราหิว    เราหิวมาก  เราได้มาก
ความหิวกระหาย   ความปรารถนาตัวพระเจ้า จะ รักษาวิญญาณของเราในการแสวงหาพระเจ้า   รักษาไฟของพระเจ้าในชีวิตเราให้ยั่งยืน
5.    วิถีแห่งใจเมตตา  ที่เรายื่นให้ผู้อื่น จะเป็น วิถีที่พระเจ้าทรงตอบแทนเราด้วย   ความเมตตา  เป็นวัฒนธรรมทีช่วยให้การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ยั่งยืน ในชุมชนของพระเจ้า
6.    วิถีแห่งใจที่บริสุทธิ์  เท่านั้นที่ ทำให้เรา เห็นพระเจ้า    ยิ่งเราเห็นพระองค์มากเท่าใด  เราจะยิ่งนมัสการพระองค์มากเท่านั้น    ไม่มีใครที่เห็นพระองค์จะไม่นมัสการ      การที่เราเดินกับพระเจ้า เริ่มต้นด้วยความถ่อมใจ  รู้ว่า เราเป็นคนบาป ไม่คู่ควรที่จะได้สวรรค์เป็นของเรา  เราตกจากมาตรฐานของพระเจ้า   พิธีกรรมทางศาสนาก็ช่วยเราไม่ได้  เราจึงมาหาพระผู้ช่วยให้รอด    เราเดินเข้ามาในแผ่นดินสวรรค์  ภายใต้เจ้าของสวรรค์   ภายใต้การปกครองของพระองค์   เราพบกับพระองค์   ในความโศกเศร้า เราได้รับการลมใจ  ทำให้จิตใจที่ยะโส  ใจแข็งกระด้าง  ใจหิน  กลายเป็นจิตใจที่อ่อนโยนเหมือนพระองค์มากขึ้น   ทำให้เรามีใจปรารถนาอยู่ใกล้พระองค์มากขึ้น  ต้องการพระองค์มากขึ้นๆ  เมื่อเราต้องการพระองค์ พระองค์ทรงเติมเราให้อิ่ม  ยิ่งไปกว่านั้นทรงชำระใจเราให้บริสุทธิ์  เปิดตาเราให้สว่าง  ด้วยความสว่างของพระองค์   เมื่อเรามองเห็นพระองค์  เราเริ่มนมัสการพระองค์อย่างถูกต้อง   ว่าพระองค์คือผู้ใด    การนมัสการพระองค์ก็เปลี่ยนไปภายใต้การเปิดเผยสำแดง   เราเห็นความล้ำเลิศของพระองค์  เมื่อเรามองพระองค์ตัวเราก็เปลี่ยนไป ( 2 คธ3:18)    จากพระสิริหนึ่งสู่พระสิริหนึ่ง     เราจะดื่มด่ำกับการนมัสการโดยไม่ต้องมีผู้ปลุกเร้า   แต่ พระวิญญาณแห่งการเปิดเผยสำแดงเป็นผู้ปลุกเร้า  โอพระเจ้า ไม่มีใครเปรียบได้กับพระองค์  เพราะพระองค์สมควรได้รับการนมัสการสรรเสริญ   พระองค์ผู้เดียวทรงสมควร…..  พระเจ้าทรงใช้พระคำ  ใช้การเปิดเผยสำแดง  ชำระจิตใจเราให้บริสุทธิ์  เพื่อเราจะรู้จักพระเจ้า
ใจที่จดจ่อในการมองที่พระเจ้า   พระลักษณะที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า จะเปลี่ยนแปลงเรา  ชำระเรา   ความบริสุทธิ์  เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าเราต้องการให้ไฟของพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับเรา  อย่างยั่งยืน
7.    ผลของการที่เรามองเห็นพระเจ้า  เราจะเป็นผู้สร้างสันติ   เราเป็นลูกของพระองค์  ทำพันธกิจแห่งการคืนดี   เราจึงเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก   (5:13) เป็นความส่วงของโลกที่มือมน    ( 5: 14)
8.    วิถีชีวิตแห่งพระพรล้ำเลิศเช่นนี้  จะได้รับการข่มเหงด้วย     เพราะเราจะได้รับบำเหน็จบริบูรณ์ในสวรรค์
เมื่อเราเดินใน   8 วิถีแห่งพระพรล้ำเลิศนี้        เรากำลังสร้างชีวิตเราให้เป็นอย่างที่พระเจ้าให้เราเป็น   เราจะเป็นเกลือ  นำการรักษามาสู่คนบาปที่หัวใจแตกสลาย    เราจะเป็นความส่วางในโลกที่มืดมน    เราสร้างชีวิตจากการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของสวรรค์   ทำให้เราเป็น …. ดังนั้น ผลของความสัมพันธ์กับพระเจ้านี้ ทำให้เราประพฤติตามธรรมบัญญัติที่สมบูรณ์แบบ   เราเชื่อฟังพระเจ้าจากข้างใจ  ประพฤติตามพระบัญญัติตามพระวิญญาณ  โดยพระวิญญาณ   ไม่เป็นเหมือน ฟาริซายที่  ตัวเองไม่เพียงไม่ประพฤติตาม  แต่ ยังสอนบิดเบือนพระคำ   ประพฤติศาสนกิจเพื่ออวดมนุษย์  สร้างภาพแห่งความน่าเชื่อถือเท่านั้น  ตัวเองไม่รู้จักพระเจ้าจริงๆ
“ เมื่อเขาเห็นความดีที่เราทำ  เขาจะสรรเสริญพระบิดาของเรา” มธ 5:16   เมื่อเราเป็นเกลือ   เราเป็นความส่วาง  เขาจะสรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของเรา
มธ 5:17-48    พระบัญญัติ  จาก คำสอนของฟาริซาย   ( ท่านได้ยินคำที่กล่าวไว้กับคนสมัยก่อน  …. แต่เราบอกท่านว่า….5:21,27,31,33,38,43 )      การทำพระบัญญัติให้สมบูรณ์จากภายใน   ไม่ใช่แค่ตามตัวอักษร แต่ตามพระวิญญาณ  (2 คธ 3:6)
มธ 6:1-   ไม่ประพฤติตามพระบัญญัติ เพื่ออวดคนอื่น  ถวาย   อธิษฐาน   อดอาหาร  ไม่ทำเหมือนคนต่างชาติ ที่ไม่รู้จักพระเจ้า   ไม่ทำแต่ในที่สาธารณให้คนอื่นเห็น  แต่ทำในที่ลับ  ให้พระเจ้าพระบิดาเห็น     ชีวิตเราต้องสร้างจากที่ลี้ลับกับพระเจ้า  ถ้าเรามีแต่ ชีวิตที่ทำโชว์  อธิษฐานก็ทำในที่สาธารณะ   ในที่ประชุม   ถวายก็ถวายให้ใครๆรู้เห็น   อดอาหารก็อวดคนอื่น  ชีวิตเราจะเปราะบาง   เราจะเป็นเหมือกับคนหน้าซื่อใจคด  มีแต่คนรู้จัก  พระเจ้าไม่รู้จัก
จิตวิญญาณที่ให้ ถวายด้วยใจกว้างขวาง จะ ทำลายจิตวิญญาณแห่งความยากจนและขัดสน   spirit of generosity เป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ส่งเสริม สนับสนุน เกื้อกูลให้ ไฟแห่งการฟื้นฟูยั่งยืน  ( ที่มา  รร พัฒนาชีวิตผู้นำ  Global Legacy…Bethel Church Ministry)   การให้ แสดงให้เห็นว่า เราเชื่อในการเลี้ยงดูของพระเจ้า   รับใช้พระเจ้า  ไม่ได้รับใช้เงินทอง   ไว้วางใจ   ไม่กระวนกระวาย
7:1  ชีวิตในความสัมพันธ์กับผู้อื่น  ไม่พิพาษา  มองแต่ความผิดของผู้อื่น  เป็นคนหน้าซื่อใจคด      ให้จัดการกับชีวิตของตัวเอง  เชื่อฟังพระเจ้า   ก่อนที่จะไปจัดชีวิตคนอื่น
7:15  พิจารณา   ให้ดีจะรับคำสอน  คำเผยของใคร  ดู ผลแห่งชีวิตของเขาด้วย  ระวังพวกที่สอน  แต่ไม่ทำ    ดูชีวิต ก่อน
7:21 – 23  คนที่รับใช้พระเจ้า แบบคนหน้าซื่อใจคด  แบบฟาริซาย  พูดแต่ไม่ทำตาม   ไม่มีชีวิตในที่ลี้ลับกับพระเจ้า   มีแต่มนุษย์รู้จักดี  แต่พระเจ้าไม่รู้จัก  แม้ดูดีข้างนอก  ดูมีการเจิม  เผยพระวจนะ  รักษาโรค  ทำการอัศจรรย์
7: 24-27   คนที่ดำเนินชีวิต ตามคำเทศนาบนภูเขา  ตามวีถีทั้ง 8   ใช้ชีวิตเชื่อฟังพระเจ้า 100%  ทำตามไม่ใช่แค่ได้ยินคำสอน  เป็นคนที่  ถวายด้วยใจกว้างขวาง  แด่พระเจ้าองค์เดียว   อธิษฐาน   อดอาหาร   แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และ ความชอบธรรมของพระองค์ก่อน   รับใช้พระเจ้า  เป็นเจ้านาย ไม่ใช่เงินทอง     คนเหล่านี้แหละ สร้างชีวิตบนศิลา  ลมพายุ  ฝน   สถานการณ์ปัญหาต่างๆ  ไม่สามารถเขย่าชีวิตเขาให้พังลงได้เลย
ถ้าเราจะนำคำเทศนาบนภูเขามาอธิษฐานใคร่ครวญ  พระวิญญาณจะให้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกมากมาย   อธิษฐานจนคำเทศนาบนภูเขานี้บังเกิดเป็นชีวิตของท่าน  ท่านจะประพฤติตามด้วยความเข้าใจ  ก่อนที่จะไปสอนคนอื่น  ท่านก็จะไม่เป็นฟาริซาย  คนหน้าซื่อใจคด  หรือใช้ชีวิตแบบคนต่างชาติที่ไม่รู้จักพระเจ้า   ชีวิตเราจะมีคุณภาพจากข้างใน  มีอิทธิผลสร้างผลกระทบกับคนรอบข้าง เหมือนเกลือ  เหมือน แสงส่วงท่ามกลางความมืด   เราจะไม่สูญเสียจิตวิญญาณที่เต็มไปด้วยไฟของพระวิญญาณ   เพราะเรารู้สึกยากจนฝ่ายวิญญาณ  หิวกระหายพระเจ้า   มองเห็นพระเจ้า เสมอ  แสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเสมอ  ชุมชนของพระเจ้าจะมั่นคงเพราะสร้างบนศิลา ท้าลมพายุ ได้
อาจารย์ไมค์บิคเคิ้ล  ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ  นิเวศอธิษฐานนานชาติ ( IHOP)ได้ให้ คำเทศนาบนภูเขาเป็นเหมือนธรรมนูณของชุมชนคนอธิษฐาน  เจ้าสาวของพระคริสต์ที่จะสร้างชีวิตจากข้างใน  เพื่อจะมีชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อสังคม  สร้างชีวิตบนคำเทศนาบนภูเขา สร้างชีวิตบนพระศิลา คือพระเยซู  ไม่สร้างชีวิตบนตัวอาจารย์หรือผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียง    ข้าพเจ้าได้แปลลงใน คำเทศนาบนภูเขา  รากฐานที่ไม่หวั่นไหว 2  โปรดอ่านไตร่ตรองเพื่อสร้างชีวิตที่เปี่ยมด้วยพรอันล้ำเลิศได้
(ขณะที่คำสอนสมัยนี้ สอนให้คนแสวงหาการเจิม   แสวงหา……แต่พระเยซูทรงสอนแตกต่างไปจากเรา   ทำไม? )
บทศึกษา คำเทศนาบนภูเขานี้  เขียนขึ้น เพื่อให้ท่าน ได้สักเกตดูเนื้อหาในบริบท   ตีความ  นำมาใช้ โดยขอการเปิดเผยสำแดงจากพระวิญญาณมากขึ้น   การใคร่ครวญพระคำพระเจ้า จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางความคิด  ยิ่งเราอธิษฐาน และ นำพระคำมาร้องเป็นบทเพลงแห่งจิตวิญญาณ   พระเจ้าจะให้เราเข้าใจมากขึ้น  พระคำ นอกจากจะชำระมนทินทางความคิดของเราแล้ว พระคำ จะกลายเป็นชีวิตที่ให้กำลังเราเดินตามพระเจ้าด้วย   เพื่อเราจะเป็นสาวกแท้ติตามพระเยซู ทุกวันเวลา
ขอพระเจ้าอวยพร
วรรณา  ไพบูลย์เกษมสุทธิ ( 11 พย 11  สอนวันอาทิตย์ ที่ คจ พันธสัญญาแม่สาย  )
นิเวศอธิษฐานประเทศไทย
Thailand House of Prayer
Powered by www.477internet.com