คำเทศนาบนภูเขา รากฐานที่ไม่หวั่นไหว ตอนที่ 1

รากฐานที่ไม่หวั่นไหว

Bill Johnsons ( Bethel Church ,Redding, California)  และ  Rick Joyners  ได้ เขียนจดหมายรับรองผู้รับใช้ ผู้นำการฟื้นฟูท่านหนึ่งที่ล้มลง และ ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมา รับใช้อีกครั้งหนึ่ง  ลงเป็นส่วนหนึ่งของบทความ word of the week เดือน ตค 2011  อาจารย์ บิล จอนห์สัน ได้สรุปเป็นบทเรียน  ที่เตือนใจคริสเตียน ที่จะสร้างการรับใช้ออกมาจากคุณภาพชีวิตภายในมากกว่าการใช้ของประทานพระวิญญาณเท่านั้น
การรื้อฟื้น ชีวิตการรับใช้ของ Todd Bentley  ผู้ที่นำการฟื้นฟูใน Lakeland, Florida ปี2008   Todd Bentley มีปัญหาชีวิตครอบครัวและต้องหยุดการรับใช้เพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตภายใต้การดูแลของ Rick Joyners อยู่สามปี  จนกระทั่ง  Bill Johnsons ได้เขียนจดหมายรับรองให้กลับมารับใช้ พร้อมทั้งเขียน ประโยคที่เตือนใจคริสเตียน ที่จะสร้างการรับใช้ออกมาจากคุณภาพชีวิตภายในมากกว่าการใช้ของประทานพระวิญญาณเท่านั้น  สอนใจเราที่สนใจอยากเห็นการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าต้องสร้างชีวิตจากภายในฟูมฟักความสัมพันธสนิทกับพระเจ้า  ให้ชีวิตการรับใช้หลั่งไหลออกมาจากความสัมพันธสนิทกับพระเจ้า  หลั่งไหลจากอัตลักษณ์ของเราไม่ใช่ของประทานพระวิญญาณเท่านั้น
งานรับใช้ที่เป็นผลผลิตของอัตลักษณ์ของเรา  ไม่ใช่จาก ของประทานพระวิญญาณของเรา
สิ่งที่เห็น ของงานรับใช้  มาจาก การทรงเรียก (ในแง่ของการมอบหมาย ภารกิจ จากพระเจ้า)  assignment + spiritual gifts
90%

สิ่งที่มองไม่เห็น  ข้างในคือ  อัตตลักษณ์  spiritual identity “ who we are”  เราเป็นใคร  ที่มาจากชีวิตที่รู้จักพระเจ้า  ความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า  ความรัก  ความเชื่อฟัง ที่เรามีต่อพระเจ้า

ทั้งหมดนี้แสดงออกมาเป็น คุณภาพชีวิต way of life ค่านิยม  มุมมอง   ความเข้าใจ   การเลือก  การตัดสินใจ  ของเรา
การสร้างชีวิตบนรากฐานที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว
การฟื้นฟู  การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่ไม่ได้สร้างวิถีชีวิต  ไลฟไสต์  ค่านิยมใหม่ของอาณาจักรพระเจ้า  จะไม่เห็นงานของพระวิญญาณที่ยั่งยืน   ข้าพเจ้าขอเสนอ ค่านิยมแห่งพระดินสวรรค์ จากคำสอนของพระเยซู ในคำเทศนาบนภูเขาที่พระองค์บอกว่าผู้ที่ปฎิบัติตามจะไม่หวั่นไหว  ฝนตก น้ำไหลเชี่ยว  เรือนนั้นไม่พังทลายลง  เพราะเรือนนั้นไม่ได้สร้างบนดินทรายแต่บนศิลา  น่าสนใจที่เราจะกลับมาสู่รากฐานชีวิตที่เป็นคำสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา    ข้าพเจ้าได้แปลคำสอน คำเทศนาบนภูเขานี้ จาก อาจารย์ ไมค์ บิคเคิ้ล   ผู้ก่อต้อนิเวศอธิษฐานนานาชาติ   ที่สหรัฐฯ    ให้เรามาพิจารณาร่วมกัน  ขอพระวิญญาณประทานความเข้าใจแก่เราที่จะเดินตามรอยพระบาทของพระเยซู  ติดตามเป็นสาวกของพระองค์  การดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขาเป็นรากฐานการดำเนินชีวิตของคนที่ทำนิเวศอธิษฐานนานาชาติที่แคนซัส   ตั้งใจเชื่อฟังติดตามพระเยซู 100%
I.                   the sermon on the Mount: core values of the kingdom
คำเทศนาบนภูเขา   คุณธรรมหลัก   ค่านิยมหลักของแผ่นดินของพระเจ้า
ก  คำเทศนาบนภูเขา เป็นดุจ ธรรมนูณของแผ่นดินของพระเจ้า  เป็นตัวที่วัดถึง พัฒนาการฝ่ายวิญญาณ และ ผลของพันธกิจ   เราวัดผลพวงของงานรับใช้เราที่ จำนวนคนที่ดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขา  ไม่ใช่ขนาดของพันธกิจ  ค่านิยมนี้เราเน้นว่าสำคัญในพันธกิจการรับใช้
ข  พันธกิจมากมายที่ท้อแท้ เพราะวัดผลสำเร็จของพันธกิจตามขนาดของพันธกิจ  เราต้องใช้มาตราฐานของพระเจ้าในการประเมินพันธกิจการรับใช้
ค  การทรงเรียกพื้นฐานในคำเทศนาบนภูเขาคือ ดำเนินชีวิตด้วย 8 วิถี—วิถีแห่งปัญญา–ทางเดินสู่พระพรล้ำเลิศแห่งสวรรค์  (beatitudes-supreme blessessness)  (5:3-12)  เพื่อที่มุ่งมั่น เชื่อฟังพระเจ้า ทุกด้าน 100% (5:48,6:22)   เป็นดุจสวนในหัวใจของเราที่พระเจ้าต้องการให้ออกดอกเบ่งบานให้เต็มหัวใจ     ความรัก ความบริสุทธิ์ ความเป็นผู้ใหญ่ก็เพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย ไลฟ์สไตล์นี้คือคุณธรรมหลัก  ค่านิยมหลักแห่งแผ่นดินของพระเจ้า   ( เช่น  เราไม่วัดการเจิมของพระเจ้าด้วย การแสดงออกทางร่างกาย  การสั่น ล้ม  เต้น  เผยพระวจนะ  การรักษาโรค  น้ำตาที่ไหล ใจที่สั่นรัว  ผงทอง  น้ำมัน  เป็นต้น )  ผู้เดินตามแปดวิถี ต้องระวังที่จะ กำจัดวัชพืช ซึ่งหมายถึง อิทธิพลทั้ง 6 ที่เป็นเชิงลบ ต้องกำจัดออกไป  ( 5:21-48)     ความโกรธ ( การฆ่าคน)     การล่วงประเวณี(ความโลภ ภรรยาของเพื่อนบ้าน  โลภทางเพศ )   การหย่าร้าง    การสาบาน  โกหก   การแก้แค้น และ รดน้ำสวนของเรา  โดย มุ่งหา สารอาหารทั้งห้า ( อธิษฐาน  อดอาหาร  การให้  การรับใช้  และ การอวยพรศัตรู (ไม่แก้แค้นแต่….. ) (มธ 6:1-18)  
การตั้งชีวิตในตำแหน่งนี้ เพื่อที่เราจะรับพระคุณที่มากขึ้น
แนวคิดนี้  ผู้แปล คิดว่า มีความคล้ายคลึงกับ ศบ จิม โบลิน ที่แนะนำว่าจะรักษาการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิให้ยั่งยืนในชุมชนผู้เชื่อได้ต้องกำจัดวิญญาณ 7 ประเภทออกไป                           
จากหนังสือ ทำความรู้จักกับเจ็ดวิญญาณที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ( Recognizing the Spirits Hinder the flow of God ) by Pastor Jim Bolin ศบ Trinity Chapel รัฐ จอเจีย  สหรัฐอเมริกา    เริ่มต้น คจ เมื่อปี 1983 ด้วย สมาชิก 6ครอบครัว ปัจจุบันมีประมาณ 8000 คน ณ ปี 2006    ศบ จิม โบลิน ได้กล่าวว่า
 วิญญาณที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ 
1.Spirit of murder( Spirit of Cain) วิญญาณของการฆ่า  ปฐก 4   กดว 22 —relational and emotional murder with deadly weapon of the tongue เป็นอาวุธร้ายของลิ้น   นินทา  กล่าวร้าย   (ขัดขวางการเคลื่อนของ ชีวิต  รม 8:2 )
2 Spirit of Korah วิญญาณของกบฏ  กดว 16   ต่อต้านอำนาจการปกครองเมือง civil authority  ทำให้เกิดอำนาจการทำลายล้าง ( ขัดขวาง การเคลื่อนของ ความบริสุทธิ์  รม 1:4 )  เช่น บางคนมีของประทานการเผยพระวจนะ ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่อยู่ภายใต้ผู้นำคริสตจักร
3. Spirit of Balaam    วิญญาณของความผิดพลาด  ความโลภ    กดว 22    การบิดพระคำพระเจ้า ( manipulation of God’s word) ทำให้คนไม่ต้องทำตามพระคำพระเจ้า   มธ 5-7 สอนว่า”   จริงก็ว่าจริง”   (ขัดขวาง พระวิญญาณแห่งความจริง  ยฮ 8:15)
4. Spirit of Absalom วิญญาณของความมาซื่อสัตย์ disloyalty  2 ซมอ 15   ความไม่พึงพอใจที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว  ทำให้คนหักหลังแม้คนที่ตัวเองรัก   spirit of treachery  ทรยศ หักหลัง      รับคนที่หย่าแล้วมาเป็นภรรยา   หักพันธสัญญา  ( ขัดขวาง spirit of adoption วิญญาณแห่งการยอมรับเป็นบุตร  รม 8:15)
5. The Spirit of Jezebel  วิญญาณของการควบคุม บงการ  เกิดได้ทั้งผู้หญิง  ผู้ชาย   เยเซเบลไม่ต้องการเป็นผู้นำแต่ควบคุมผู้นำ   ( ขัดขวาง  พระปัญญา   คำปรึกษา และ ฤทธานุภาพ   อสย 11;2 )
6. The spirit of Leviathan วิญญาณของความสัปสนวุ่นวาย   โยบ 41  การยึดกฎศาสนา   เต็มไปด้วยการตัดสิน  ดูมีจิตวิญญาณมาก แต่เต็มไปด้วยวิญญาณศาสนา  เป็นจิตวิญญาณของฟารีซาย    บิดผันความจริง นำมาซึ่งการแบ่งพรรคแบ่งพวก  ( ขัดขวาง วิญญาณแห่งพระสิริ  1 ปต 4:14)
7. The spirit of Pharisee เป็นวิญญาณศาสนา  มธ 23   เต็มไปด้วยการกล่าวโทษ  ดูดีแต่ภายนอก  แต่เป็นตัวขัดขวางคนไม่ให้เข้าในการทรงสถิตย์ของพระเจ้า   ( ขัดขวาง  พระคุณ  และ การอธิษฐาน   เศฟันยาห์ 12:10)
เมื่อเรามีประสบการณ์กับพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระเจ้าต้องการนำเราเข้าสู่สัมพันธภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  ใกล้ชิดพระองค์   รู้จักพระองค์มากขึ้น   หัวใจของการเปิดเผยสำแดง คือ  พระองค์เอง  พระเจ้าต้องการเปิดเผยสำแดงพระองค์เองแก่เรามากขึ้นๆ   ผลคือ ทำให้เรารู้จักตัวเองจากมุมมองของพระองค์   เราเป็นใครในสัมพันธภาพกับพระองค์  อัตลักษณ์เราถูกสร้างขึ้นด้วยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพระองค์
ง ในมัดธาย 5-7 อธิบายถึง ขบวนการ ของทั้ง 8 วิถี  เป็นวิถีที่เต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้า  วิถีที่นำไปสู่พระพร  สู่พระพรล้ำเลิศแห่งสวรรค์นี้ นำมาซึ่งชีวิตที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่  พระเยซูไม่ได้สอนเพื่อตำหนิ แต่ ให้ความเข้าใจที่นำสู่เสรีภาพจากภายใน   เน้นคุณภาพของการตัดสินใจที่จะต่อสู้กับเนื้อหนังและฟูมฟักหัวใจเราในพระคุณพระเจ้าเสมอ  ชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้า100% เท่านั้นคือมาตรฐานขั้นต่ำ  เราจะไม่แช่ตัวเองในจิตวิญญาณที่มึนซึมต้องมีคนกระคุ้นจากภายนอกบ่อยๆ  ไม่ไปงานฟื้นฟูจิตใจแฟบ
ฉ  คนที่มีปัญญาเท่านั้นที่สร้างชีวิตส่วนตัวและพันธกิจบนคำเทศนาบนภูเขานี้
 ((มธ. 7:24-27 ) “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเรา และประพฤติตาม เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา  ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของเราและไม่ประพฤติตามเล่า เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา สร้างเรือนของตนไว้บนทราย ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น เรือนนั้นก็พังทลายลง และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง”
ตย   น้ำท่วมภาคกลาง  คันกั้นน้ำที่ทำด้วยทราย พัง เพราะน้ำกัดเซาะ  พังทลายไปมากมาย    แม้กำแพงอิฐบล็อกก็กั้นไม่ได้   ฉีกขาดเพราะแรงดันของน้ำ    ต้องกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กเท่านั้น   ชีวิตของเราก็เช่นกันจะพังทลายถ้าไม่ดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขาที่พระเยซูทรงสอน
ช เพราะ ลมแห่งการทดสอบจะมาถึง ปัจจเจกบุคคล และ พันธกิจ  จากพระที่นั่งแห่งการพิพากษาของพระคริสต์ แล้ว
(1 คธ  3:11-15)
เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง    การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ ฮีบรู . 12:26-28)
พระสุรเสียงของพระองค์คราวนั้นได้บันดาลให้แผ่นดินหวั่นไหว แต่บัดนี้พระองค์ได้ตรัสสัญญาไว้ว่า อีกครั้งหนึ่งเราจะกระทำให้หวาดหวั่นไหว มิใช่แผ่นดินโลกแห่งเดียว แต่ทั้งท้องฟ้าด้วย  และพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า อีกครั้งหนึ่ง  นั้น แสดงว่าสิ่งที่หวั่นไหวนั้นจะถูกกำจัดเสีย เหมือนกับสิ่งที่ทรงสร้างให้มีขึ้น เพื่อให้สิ่งที่ไม่หวั่นไหวคงเหลืออยู่    เหตุฉะนั้นครั้นเราได้แผ่นดินที่ไม่หวั่นไหวมาแล้ว ก็ให้เราขอบพระคุณพระเจ้า เพื่อเราจะได้ปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง
ความกดดันที่มาจากคำสอนผิด  คำสอนที่คลาดเคลื่อน ลดคุณค่าของพระคุณแท้ของพระเจ้า   คำสอนแห่งพระคุณของพระเจ้าจะเสริมพลังอำนาจในการดำเนินชีวิตที่ชอบธรรมได้  ทำให้เรามีประสบการณืกับพระวิญญาณบริสุทธิ์มากขึ้น  (see 2 Peter 2 and Jude). The most common area of false teaching is that which perverts the understanding of the grace of God. This happens by reducing its message to receiving forgiveness without repentance and seeking to make people comfortable with God while continuing in their sin. Grace is commonly presented today as an insurance policy for people who want to continue in their sin.(ยด. 1:4 )
เพราะว่ามีบางคนได้แอบแฝงเข้ามา ซึ่งพระคัมภีร์ได้บ่งไว้นานแล้วว่า เขาจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างนี้ เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามกและเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว  (ทต. 2:11)
เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าได้ปรากฏแล้ว เพื่อช่วยคนทั้งปวงให้รอด (ทต. 2:12 )
สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม (มธ. 5:19)
เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้น ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
อาจารย์จากพันธกิจใหญ่ บางทีก็สอน ทำให้เรา เน้นจุดที่ไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งสำคัญได้    อย่าถูกหลอกด้วยขนาดของพันธกิจที่อาจารย์สอน ให้มีจิตวินิฉัย   อย่าให้ขนาดของพันธกิจทำให้เราเชื่อทุกคำสอนว่าถูกต้อง  (2ปต. 2:1 -3 )
แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นในชนชาตินั้น เช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดเกิดขึ้นในพวกท่านทั้งหลาย ซึ่งจะลอบเอามิจฉาลัทธิอันจะให้ถึงความพินาศเข้ามาเสี้ยมสอน จนถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ทรงไถ่เขาไว้ ซึ่งจะทำให้เขาพินาศโดยเร็วพลัน จะมีคนหลายคนประพฤติชั่วตามอย่างเขาและเพราะคนเหล่านั้นเป็นเหตุ ทางของสัจจะจะถูกกล่าวร้าย  และด้วยใจโลภเขาจะกล่าวตลบตะแลงค้ากำไรจากท่านทั้งหลาย การลงโทษคนเหล่านั้นที่ได้ถูกพิพากษานานมาแล้วจะไม่เนิ่นช้า และความวิบัติที่จะเกิดกับเขาก็หาสลายไปไม่
(2ปต. 2:13-21 )
เขาจะได้รับทุกข์เป็นโทษแห่งการอธรรมของเขา เขาทั้งหลายถือการเสเพลเฮฮาในเวลากลางวันเป็นความเพลิดเพลิน เขาด่างพร้อยและมลทิน และประพฤติการเสเพลเฮฮา เมื่อกำลังกินเลี้ยงรวมกับท่านทั้งหลายตาของเขามีแววที่เปี่ยมด้วยความใคร่ ในการล่วงประเวณี ไม่สิ้นความกระหายในบาป เขาล่อลวงคนที่ใจไม่มั่นคง ใจของเขาชินกับการโลภ เขาเหล่านั้นเป็นคนที่ถูกสาปแช่งเลยหนอ   เขาสละทิ้งทางชอบ หลงไปในทางผิด ดำเนินตามทางของบาลาอัมบุตรเบโอร์ ผู้ซึ่งชอบสิ่งที่ได้มาจากการอธรรม แต่บาลาอัมก็ได้ถูกบริภาษ ในการที่เขาได้กระทำการละเมิดนั้น ลาใบ้ตัวนั้นพูดเป็นภาษามนุษย์ และได้ยับยั้งอาการคลุ้มคลั่งของผู้พยากรณ์คนนั้น  คนเหล่านี้เป็นบ่อที่ไร้น้ำ เป็นหมอกที่ถูกพายุพัดไป พระองค์ทรงเตรียมขุมนรกมืดไว้แล้วสำหรับคนเหล่านั้นเพราะว่าเขาได้พูดโอ้อวดตัว และเขาใช้ความปรารถนาชั่วทางกาย ล่อลวงคนทั้งหลายที่กำลังหนีไปจากผู้ที่หลงประพฤติผิดเขาสัญญาว่าจะให้คนเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาส แต่ตัวเขาเองยังเป็นทาสของความเสื่อมทราม เพราะว่ามนุษย์พ่ายแพ้แก่สิ่งใด เขาก็เป็นทาสของสิ่งนั้น
เพราะว่าถ้าหลังจากที่เขาพ้นจากสรรพมลทินของโลกนี้แล้ว ด้วยการที่เขาได้รู้จักพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าและผู้ช่วยให้รอด เขากลับเกี่ยวข้องและพ่ายแพ้แก่การชั่วนั้นอีก บั้นปลายของเขาก็กลับชั่วร้ายยิ่งกว่าตอนต้น เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย ก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น
พระคัมภร์กล่าวว่า คนจะประนีประนอมชีวิตฝ่ายวิญญาณในยุคสุดท้าย ออกจากคำสอนที่มีหลัก  ( 1 ทธ 4:1
 (2 ธก. 2:3, 2 ทธ. 4:3-4)
II.    จุดเน้น พื้นฐาน  คือ พระเจ้าทรงเรียกให้เราดำเนินชีวิตที่ปรารถนาที่จะเชื่อฟัง พระองค์ 100%  Primary focus: Calling us to Pursue 100-fold obedience (Mt. 5:48)
จุดเน้น สาระสำคัญพื้นฐาน  คือ การทรงเรียกให้เชื่อฟังพระเจ้า 100%
พระเยซูทรงเรียกร้องไลฟสไตล์ที่เชื่อฟังพระองค์ เป็นคนที่ดีรอบคอบ ( perfect บริบูรณ์  ในการเชื่อฟังพระเจ้า )  เป็นผู้ใหญ่ด้วยชีวิตที่เชื่อฟัง  เราเดินตามความส่ว่างที่เราได้รับจากการเปิดเผยสำแดงของพระวิญญาณ  (มธ 5:48)    สร้างชีวิตที่เชื่อฟัง โดย ทำพันธสัญญากับตาของเรา (สดด . 101:3; โยบ 31:1), ระวังคำพูด bridling our speech (Jas 3:2; อฟซ . 4:29-5:4) จัดการกับเวลาของเรา เพื่อ การรับใช้  การอธิษฐานด้วยพระคำ ( อฟซ . 5:15-16)  จัดการเรื่องเงินทอง (มธ. 6:19-21)  สนิมสนมกับพระวิญญาณด้วยการอธิษฐาน (2 Cor. 13:14)
คำถาม   มีอะไรที่ฉันยังไม่เชื่อฟังพระเจ้าบ้าง
III.              แปดวิถีแห่งปัญญาพระพร      Beatitudes: Brief definitions (mt. 5:3–12)
ก        ความเป็นจริงฝ่ายวิญญาณ จะได้รับคำจำกัดความจาก แปดวิถีแห่งพระพร   ซึ่งให้ความเข้าใจว่าอะไรเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า พระองค์ต้องการให้ก๊อปปี้อะไรบ้างในการทำพันธกิจในแผ่นดินนี้     การประยุกต์ใช้พระคำ  คำสั่งสอน ซึ่งเป็นพระสัญญาทำให้เราเดินตามคำสอนนั้นได้   ดังนั้น แปดวิถีแห่งพระพร เป็นส่วนมรดกของเรา   พระเจ้าจะอวยพรเราเมื่อเรามุ่งแสวงหา  พัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งการแสดงออกแห่งพระคุณนี้ในหัวใจของเรา
ข               ความยากจนฝ่ายวิญญาณ    เป็นการยอมรับว่า เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมากยิ่งที่จะรักษาหัวใจของเราทั้งหมดแด่พระเจ้า     เพื่อที่เราจะเข้าใจ ว่าเรานั้นอยู่ในภาวะที่ต้องการการทะลุทะลวงอย่างมากในหัวใจของเรา   ในพันธกิจที่เราทำ
ค               คนที่โศกเศร้า   เพื่อที่จะทะลุทะลวง  เขาจะได้การเล้าโลมใจ   คนที่ทุลนทุลายสุดๆ  มุ่งหวังหาการทะลุทะลวง   ในหัวใจ ในพันธกิจของเรา
ง                เดินด้วยความอ่อนสุภาพ  จะได้แผ่นดินโลกเป็นมรดก   เดินด้วยการอดอาหาร  ด้วยวิญญาณของผู้รับใช้  ใช้กำลังทรัพย์  เวลา ชื่อเสียง  สิทธิอำนาจ ทรัพยากรต่างๆของเรา    ความถ่อมใจ  หรือ ความอ่อนสุภาพ คือการใช้ทรัพย์สินที่เรามีด้วยวิญญาณของผู้รับใช้  เราสละสิทธิที่พึงมีพึงได้ของเรา ในการรับใช้ โดยไม่สนใจที่จะได้รับค่าตอบแทน เกียรติ เงินทอง  จากมนุษย์
จ                หิวกระหายความชอบธรรม  ก็จะอิ่มบริบูรณ์   การรักษาความสัตย์ซื่อในการแสวงหาพระเจ้าอย่างหมดใจ ผ่านสถานการณ์ต่างๆ  ผ่านวาระฤดูกาลต่างๆของชีวิตของเรา
ฉ               สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วยใจเมตตา  เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ     การมีวิญญาณที่อ่อนโยนในการปฎิบัติต่อผู้อื่น  ด้วยความเห็นอกเห็นใจ  ที่ตัวเองก็ได้รับพระเมตาจากพระเจ้าในความผิดพลาดของตัวเองเช่นกัน  ( สดด   18:35; 130:3-4)
ช               มีใจบริสุทธิ์  เขาจะเห็นพระเจ้า     การทะลุทะลวงของความบริสุทธิ์ ในความคิดของเรา ๖ ความขมขื่น   มลทินบาป  ไม่มีศีลธรรม )  แรงจูงใจที่จะช่วยผู้อื่นโดยปราศจากผลประโยชน์ส่วนตน)
ซ               กลายเป็นผู้สร้างสันติที่มีการเจิม  ถูกเรียกว่าเป็นบุตรพระเจ้า      การเจิมที่นำสันติสุข  การคืนดี  รื้อฟื้นความสัมพันธ์  bodies, legislation
ญ               การอดทนต่อการข่มเหง  มธ 5:10-12   อดทนต่อการต่อต้าน  การแทรกแซงของซาตาน  เพราะว่าเราปฎิบัติการจากอำนาจแห่งความชอบธรรม
ฌ               มธ 5:3-5  เราเริ่มต้นขบวนการแห่งการเปลี่ยนแปลง ด้วย 3 วิถีแห่งพรเลิศนี้  ยากจนฝ่ายวิญญาณ  โศกเศร้า  อ่อนสุภาพ    เป็นการมองตนเองที่ต่างไป  จาก มธ 5:6 ที่เป็นดุจตราประทับที่ยั่งยืน  ขณะที่เราทะลุทะลวงสู่ ความเมตตา  ความบริสุทธิ์  การเจิมในการรับใช้(5:9) นำเราสู่การข่มเหงที่ต้องอดทนเอา     วิถีที่เราจะปลุกกระตุ้นชีวิตให้ รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ  โศกเศร้า  เพื่อชีวิตเราจะทะลุทะลวง  คือตั้งใจของเราที่จะดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขา เป็นไลฟ์สไตล์ที่สม่ำเสมอ ตั้งใจที่จะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ( 5:48)และ มีสายตาที่ดี ( 6:22-23)
IV.             เป็นเกลือ   เป็นแสงสว่าง    คือ  การทรงเรียกของเราที่จะสร้างผลกระทบ  และ เป็นใหญ่  มธ 5:13-20   Salt and light: our call to make an impact and to be great (Mt. 5:13-20)
ก.     พระเยซู ทรงใช้ สัญญาลักษณ์ สอง อย่าง คือ เกลือ ( รสเค็ม  ความสามารถในรักษาอาหาร) และ แสงสว่าง ( ทิศทาง และ ชีวิต )  เน้นอิทธิพลของคนของพระเจ้าที่มีต่อปัจเจกบุคคลและสังคม  ( การเมือง  เศรษฐกิจ  การศึกษา  ครอบครัว  สื่อ  ศิลปะ  เทคโนโลยี่ สถาบันทางสังคมต่างๆ )  การสร้างผลกระทบนี้ขึ้นกับการดำเนินตามคำเทศนาบนภูเขานี้ อย่างสม่ำเสมอ และอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนของพระเจ้า
ข.     มธ 5:17-18  พระเยซูตรัสว่าพระองค์ไม่ได้มาเพื่อลดคุณค่าของพระบัญญัติ  แต่มาทำให้สมบูรณ์ ตามที่พระเจ้าทรงตั้งใจไว้แต่แรกที่ให้พระบัญญัติมา   ให้กฎหมายของพระเจ้าได้สำแดงออกในชีวิตของคนของพระองค์อย่างบริบูรณ์
ค.     พระเยซูทรงเชื้อเชิญใครก็ตาม หรือทุกคนที่จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินของพระองค์ ( ) เราไม่สามารถที่จะกลับใจจากความปรารถนาที่จะเนใหญ่เพราะว่าพระเจ้าทรงออกแบบเราให้มีจิตวิญญาณที่ปรารถนาที่จะเป็นใหญ่   แต่เราต้องกลับใจใหม่ที่แสวงหาสิ่งนี้ผิดทาง   ถ้าปราศจากมิติว่าชีวิตเรากำลังอยู่สู่การเป็นใหญ่  ไลฟสไตล์แบบคำเทศนาบนภูเขา เป็นการดำเนินชีวิตที่ยากที่จะทำให้ยั่งยืนได้    พระเจ้าทรงเชื้อเชิญเราให้เป็นใหญ่ ถึงแม้จะไม่มีความสำเร็จภายนอก หรือ ขนาดของพันธกิจที่ใหญ่   สิ่งสำคัญคือพื้นฐานของการพัฒนาแห่งหัวใจ ( ความรัก ความอ่อนสุภาพ  การเปิดเผยสำแดง หรือ ความชอบธรรม  สันติสุข ความชื่นชมยินดี  รม 14:17)
V.                การมีชัยชนะต่อ อุปสรรค  ต่อต้านพิษของบาป
Overcoming hindrances: resisting the toxin of sin (Mt. 5:21–48)
ก.พระเยซูไม่ได้มาเพื่อ ทำลายกฎทางศีลธรรมแต่เพื่อสำแดงชีวิตบริบูรณ์ด้วยความชอบธรรมที่เห็นพ้องต้องกันกับพระประสงค์แรกเริ่มของพระเจ้า ในการประทานพระบัญญัติ ในพระคัมภีร์เดิม ให้   พระเยซูทรงให้แนวปฎิบัติ 6 ประการ ที่เราจะต้องทำสงครามกับตัณหา  ( 1ปต 5:27-20)  ความโกรธ   (วิญญาณของการฆ่าคน)    การล่วงประเวณี  ( วิญญาณของการ ไม่มีคุณธรรม  5: 27-30 )   ไม่สนใจความบริสุทธิ์ในชีวิตสมรส  ( วิญญาณของการหักหลัง   ไม่ซื่อสัตย์   มธ 5:31-32 )   การอุทิศตัวจอมปลอม ที่ตั้งใจสร้างภาพ  (5:38-41))  การเรียกสิทธิส่วนตัว   และปฎิเสธที่จะอดทน ( วิญญาณของการแก้แค้น  หรือ เป็นปรปักษ์  มธ 5:42-47
ข.พระเยซูทรงจบการสอนตอนนี้ ด้วยการเรียกให้เป็นคนที่ดีพร้อม สมบูรณ์แบบ หรือ เป็นผู้ใหญ่ในการเชื่อฟังพระเจ้า  ( มธ 5: 48)
ค.
VI.             การวางหัวใจของเราอยู่ในตำแหน่งที่จะรับพระคุณของพระเจ้า  ไลฟ์สไตล์ของการอดอาหาร
Positoning our heart to receive Grace: the fasted lifestyle (Mt. 6:1–23)
ก.     พระเยซูทรงอธิบาย ถึง กิจกรรม ทั้ง 6 ที่ปลดปล่อยพระคุณ  ในชีวิตที่เราอุทิศแด่พระเจ้าเราต้องการวางหัวใจของเราอยู่ในตำแหน่งที่จะรับพระคุณของพระเจ้า  ที่จะรับกำลัง   เมื่อเรารับพระคุณมากขึ้น จะสร้างความสม่ำเสมอในการที่เราจะรับใช้(6:1–4, 19-21) และถวาย ทั้งกำลังกาย  กำลังทรัพย์  กำลังอธิษฐาน(6:5–13)   การอวยพรศัตรู ( ยกโทษ ให้อภัย) , 6:14–15; 5:44)  และ การอดอาหาร (6:16–18)
กิจกรรมที่ปลดปล่อยพระคุณทั้งห้านี้ เป็นการแสดงออกของ ความอ่อนแอด้วยใจสมัคร  เพราะว่าเราได้ลงทุนด้วยกำลังตามธรรมชาติของเรา ( เวลา  เงิน  กำลัง ชื่อเสียง)  เพื่อพระประสงค์ของพระเจ้า  เพื่อแผ่นดินของพระองค์      การใช้ทรัพยากร โดยทั่วไปก็เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย เกียรติ  ความมั่งคั่งของเรา     แต่ด้วยไลฟสไตล์ของการอดอาหาร เราได้นำกำลังตามธรรมชาติของเรา มาถวายพระเจ้า ด้วยความไว้วางใจพระองค์  ให้พระองค์เสริมสร้างชีวิตส่วนตัว และเปลี่ยนแปลงเราด้วยความอ่อนสุภาพ
                        แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า
“การที่มีคุณของเราก็พอแก่เจ้าแล้ว   เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน   เดชของเราก็มีฤทธิ์ขึ้นเต็มขนาดที่นั่น”   เหตุฉะนั้น   ข้าพเจ้าจึงภูมิใจในบรรดาความอ่อนแอของข้าพเจ้า   เพื่อฤทธิ์เดชของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า (2 คธ. 12:9)
9 My grace is sufficient for you, for My strength is made perfect in weakness (voluntary weakness or the fasted life style)…I boast in my infirmities, that the power of Christ may rest on me.
ข.     ชีวิตที่ใช้เวลากับพระเจ้าเป็นวิธีที่เราจะรับพระคุณ ไม่ใช่ด้วยการกระทำของเรา แต่พระเจ้าประทานให้  เราวางหัวใจเรา  หัวใจที่เย็นชา ต่อหน้ากองไฟของพระเจ้าที่ปลดปล่อยพระคุณแก่เรา   เพื่อเราจะรับวิญญาณแห่งพลังอำนาจ   โดยทางนี้เองเราได้รับ กำลังที่จะเดินใน วิถีทั้ง 8   เราต้องไม่ปล่อยให้ ตัวกลางแห่งพระคุณเหล่านี้ กลายเป็นกลไกเพื่อใช้แบบหน้าซื่อใจคด เพื่อแสดงชีวิตที่อุทิศทุ่มเทของเราต่อหน้าคนอื่น  ยกตนโชว์คนอื่น  ถ้าทำอย่างนั้นแล้วก็จะดับพลังแห่งพระคุณได้
ค.     วินับฝ่ายวิญญาณ ( การอธิษฐาน  อดอาหาร  การใคร่ครวญพระคำ)  เป็นสิ่งที่ได้รับการตั้งไว้โดยพระเจ้า  ให้เป็นวิถีที่เราจะวางหัวใจในตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อรับพระคุณของพระเจ้า    กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เราได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า     ฤทธอำนาจอยู่ในกองไฟแห่งการทรงสถิตของพระเจ้า ไม่ได้อยู่ในเนื้อหนังที่เยือกเย็น     วินัยคริสเตียนไม่ได้ทำให้เราได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่ให้โอกาสเราที่จะแสดงให้เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์   พระเจ้าทรงให้เราบนพื้นฐานที่ว่าเราหิวที่จะมีสัมพันธภาพกับพระองค์แค่ไหน    พระองค์ทรงเห็นความหิวกระหายในหัวใจของเราเป็นความรักของเราที่มีต่อพระองค์    พระเจ้าทรงให้เกียรติเราตามที่เราให้คุณค่าของสัมพันธภาพ  และให้เรามากขึ้นตามความหิวกระหายของเรา   พระเจ้าทรงให้เรามากขึ้นแต่ไม่ได้รักเรามากขึ้นเมื่อเรามีชีวิตในวินัยฝ่ายวิญญาณ
ง.      พระเจ้าสามารถยิ้มเหนือชีวิตของเรา   ในขณะที่พระองค์ทรงจัดการกับรายละเอียดบางอย่างของชีวิตเราได้   เรื่อง หรือ ประเด็นชีวิตหนึ่งไม่ได้ให้ความหมายกับความสัมพันธ์ ทั้งหมดของเรากับพระเจ้าได้   เมื่อเราปล่อยปละที่จะเผชิญกับความบาปในหัวใจของเรา   พระเจ้าก็ไม่ได้รักเราน้อยลงเลย    แต่เราก็ต้องทนทุกข์ในการสูญเสียหลายอย่าง   เราได้ลดขนาดของความสามารถของเราที่จะมีประสบการณ์กับความยินดีในความรอดของเรา วิญญาณแห่งการเปิดเผยสำแดง   สามมัคคีธรรม  และรับรางวัลอันเป็นนิรันดร์   การมุ่งหาความเชื่อฟัง 98% ได้จำกัดพระพรที่เราจะได้รับ  เพราะว่าในการเชื่อฟังอีก 2%นั้นทำให้เราได้รับ พระคุณ”เป็นสองเท่า”  เราได้ขโมยพระพรไปจากผู้คนด้วยการลดมาตรฐานแห่งพระคุณนี้   ดังคำกล่าวว่า “ เราต้องจ่ายราคาสูงมาก เพื่อที่จะไม่เป็นสาวกพระคริสต์”

ข.     การกลับใจที่จริงใจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคุณลักษณะชีวิตของเรา   การกลับใจใหม่ซึ่งรวมถึงการประพฤติที่ประกาศสงครามต่อต้านความบาปที่เราทำอย่างจาะจง   คนที่กลับใจอย่างจริงใจจะต่อต้านบาปที่เขาล้มลงอย่างฉับพลัน
ค.     เรามีประสบการณ์กับฤทธอำนาจและความยินดีในชีวิตที่ชอบธรรม เมื่อตะเกียง/ความสว่างในร่างกายเราในทำหน้าที่ส่องสว่าง   นี่ก็พูดถึงการดำเนินชีวิตที่มุ่งที่จะเชื่อฟังพระเจ้า 100%
 22 “ตาเป็นประทีปของร่างกาย   เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ   ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย 23แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ   ทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย   เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป   ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ
I.                   เดินสู่เป้าพระสงค์ชีวิตโดยปราศจากความกลัว หรือ กระวนกระวาย มธ 6:24–34
pursuing our destiny without fear or anxiety (Mt. 6:24–34)
ก.     พระเยซูทรงกล่าวสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งเราจะมุ่งสูเป้าประประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา เหมือนอย่างที่เราทำกับการเงินหรือทรัพย์สินต่างของเรา    สิ่งนี้สำคัญยิ่งยวดที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของพระคุณของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขา   เราไม่เพียงแต่จะแตกต่างในการดำเนินชีวิตที่อุทิศทุ่มเทให้พระเจ้าเท่านั้น  แต่เราแตกต่าง( ทะเยอทะยาน) ในวิถีการเดินสู่เป้าประสงค์และวิธีการใช้เงิน   ความเชื่อในการเลี้ยงดูของพระเจ้า เป็นมิติที่สำคัญต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา
ข.     พระเยซูทรงเรียกเราให้ออกจาก การเป็นทาสของความโลภ ที่ได้รับน้ำเลี้ยงจากความกลัวว่าจะมีไม่พอ  ตามธรรมชาติแล้วเราจะคิดเรื่อง อาหารการกิน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย   ความกลัว  ความวิตกกังวล จะผงาดขึ้นในเราทำการขัดขวางไม่ให้การเดินกับพระเจ้าตามคำเทศนาบนภูเขาก้าวหน้าได้
ค.     พระเยซูหนุนใจเราให้ใช้ทรัพย์สินเงินทองของเราเพื่อส่ำสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ (6:19–20). พระองค์ประกาศถึงความเป็นไปไม่ได้ของการที่จะรักพระเจ้าและรักเงืนทองพร้อมกัน (6:21–22).   เหตุผลสูงสุดที่เราจะแสวงหาความมั่งคั่งก็เพื่อพระเกียรติสิริของพระเยซู  เพื่อเพิ่มพูนในแผ่นดินของพระองค์ ไม่ใช่เพื่อความมั่งคั่งส่วนบุคคล   (6:23–24)  เพราะสิ่งเหล่านั้นมีรากอยู่ในความกลัว  ความกระวนกระวายใจ ( 6:25–34)   เราต้องรักพระเจ้าขณะที่เราเชื่อพระองค์ในการปลดปล่อยพันธสัญญาแห่งพระพรของความมั่งคั่ง ( ฉธบ8:18; 28:1-14).
I.                   การดำเนินชีวิตตามคำเทศนาบนภูเขา  การอดทนต่อความตึงเครียดต่างๆที่เผ็นผลมาจากความสัมพันธ์
walking out the beatitudes: enduring Relational tensions (Mt. 7:1-20)
ก.     การแสวงหาที่จะเดินในไลฟ์สไตล์ของแผ่นดินของพระเจ้า จะส่งผลถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในมิติต่างๆ  ทั้งเชิงลบและบวก    ความสัมพันธ์ต่างๆจะเปลี่ยนไปเมื่อเราดำเนินชีวิตตามค่านิยมในคำเทศนาบนภูเขา   ความสัมพันธ์ใหม่ๆจะได้รับการตั้งขึ้นใหม่   เมื่อความสัมพันธ์เก่าจะ ได้รับการเปลี่ยนแปลง  (หมายความว่า ความสัมพันธ์บางประเภทจะดีขึ้น บางประเภทจะถูกทำลายไป    เราต้องไม่ตัดสินพิพากษา  เมื่อเราตั้งใจที่จะมีไลฟ์สไตล์แห่งแผ่นดินของพระเจ้า
ข.     ประเด็นเรื่องการพิพาษาตัดสินคนอื่น เกี่ยวกับ ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา ที่ปรากฏใน มธ 6:1-33    สถานการณ์นี้แตกต่างจาก ความรับผิดชอบตามพระคัมภีร์ที่จะนำความบาปที่อื้อฉาวมาเปิดสู่ความส่ว่าง (มธ 18:15-18; 1 ทธ  5:19-20; 1 คธ 5:1-13; 2 ธก 3:10-15;วว . 2:2-3, 14-15, 20)
ค.     เราไม่ควรตัดสินพิพากษาผู้อื่น ในเรื่องที่จุกจิกของชีวิต ทำให้เราใจปิดต่อพวกเขาด้วย
ง.      บางคนอาจจะปฎิเสธไข่มุกอันล้ำค่าของเรา ( ค่านิยมแห่งแผ่นดินสวรรค์  ในมธ 5-7    อย่าโยนไข่มุกให้สุกร  หรือให้ของมีค่ากับสุนัข  เพราะมั่นจะดูถูกและเหยียบย่ำไขมุกนั้น และ อาจหันมาทำร้ายคุณได้  เพราะไม่เห็นคุณค่า     ในกรณีที่ต้องการช่วยพี่น้องในเรื่องบาปที่ไม่อื้อฉาว  พระเยซูให้คำแนะนำว่าไม่ควรให้คำแนะนำกับคนที่ไม่ต้องการฟัง  ทั้งสุนัขและสุกร ไม่เห็นคุณค่าของไข่มุก แต่จะทิ้ง เหยียบย่ำ และ หันมาทำร้ายผู้ให้ ให้เสียชื่อเสียงก็ได้
จ.      เราไม่ควรไว้วางใจ กำลัง ความสามารถตามธรรมชาติของเรา  เราควรระมัดระวังที่จะอธิษฐาน โดยรู้ว่าวิญญาณแห่งการอธิษฐานเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดของเรา มธ . 7:7-12
ฉ.       เราจะเผชิญกับ ผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จ 2 ปต 3:3  ที่พยายามที่จะกลบเกลื่อน  หลอกลวงเรา ไม่ให้เราเดินในทางแคบได้  มธ 7:13-20    มีวิถีชีวิตสองแบบ 7:13-14 ที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง    เราต้องวินิฉัย  คำสอน  คำเผยที่ผิดๆ ทั้งตัวผู้ให้ข้อมูลและตัวเนื้อหาของข่าวสารที่หลอกลวง  ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญกับศัตรูที่เราต้องเผชิญด้วย
II.                การแสดงออกของความเป็นจริงของแผ่นดินของพระเจ้า      การยืนหยัดอย่างเข้มแข็งต่อการทดสอบ   manifesting kingdom reality: standing strong in testing (Mt. 7:21–27)
ก.     บุคคลที่ได้รับพรลำเลิศทั้งแปดนี้จะได้รับการทดสอบ   การประกาศความเป็นจริงนั้นไม่เพียงพอ   ประเด็นสำคัญคือ เรายังคงดำเนินตามคำสอนขณะที่เราเผชิญกับความกดดันหรือไม่
ข.    พายุจะทดสอบความเป็นจริงของรากฐานของเรา  พายุในยุคสุดท้าย 2 ธก 2:3-4   หรือ  การพิพากษาครั้งสุดท้าย  1 คธ 3:10-15   จะแสดงให้เห็นความเป็นจริงของการใช้ชีวิตสองแบบ  เราต้องเลือกว่าจะสร้างชีวิต และ พันธกิจ ของเราแบบไหน  (7:24–27).
ช่วงต้นเดือนข้าพเจ้าได้เดินทางไปเชียงราย ได้สอนคำเทศนาบนภูเขา ซึ่ง เป็นการสอนเชิงศึกษาต่อด้วยตนเองอีก  ถ้าสนใจกรุณไปที่ ลิ้งค์ นี้ แล้วโลตไฟล์เสียงฟังได้  ถ้าเราเดินตามพระเยซูตามคำสอนของพระองค์  ชีวิตของเราจะได้รับพรที่ล้ำเลิศที่สุด  แถม  มั่นคง เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ และ แน่นอนที่สุด  ไม่พังทลายไปด้วย
   http://www.tempfiles.net/download/201111/218530/คำเทศนาบนภูเขา-วรรณา.html

 

9ต่อ  ตอนที่สอง  สัปดาห์หน้าคะ
ขอพระเจ้าอวยพรให้ลูกของพระองค์  เป็นคนมีปัญญาทุกคนคะ
วรรณา   ไพบูลย์เกษมสุทธิ  ( 21  พย   2011)
Powered by www.477internet.com