การเผชิญกับความรักของพระเจ้า เป็นเส้นทางที่จะนำเราไปสู่จุดหมายชีวิตของเรา

(Encountering God’s Affections: the Pathway to Our Destiny)

วิถีแห่งความรัก  สุดลึกล้ำเกินพรรณา……………….ข้าพเจ้ายังจำบทเพลงอันแสนโรแมนติกนี้ได้ดี
 คริสเตียนที่มีประสบการณ์กับความรักของพระเจ้า  ไม่ว่าจะเรียกว่าความรักของพระบิดา  ความรักที่เทลงมาทางพระวิญญาณ  หรือ ความรักของพระคริสต์ ยอมรับว่า ความรักของพระเจ้า เป็นซุปเปอร์ชาร์ท(super charge!) สำหรับชีวิต เป็นพลังให้เราก้าวเดินไปกับพระเจ้าในโลกนี้จริงๆ
ข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่แค่เชื่อในพระเยซูคริสต์ แล้วรอดจากบึงไฟนรกเท่านั้น  มีนักเทศน์บางท่านกล่าวว่า คริสเตียนหลายคนเป็นคริสเตียนแบบซื้อประกันวินาศภัยเท่านั้น  พระเจ้าไม่ได้หยิบยื่นความรอดจากไฟให้เราเท่านั้น  พระองค์ประสงค์ที่จะนำเรากลับไปสู่จุดมุ่งหมายของการทรงสร้างเราในปฐมกาลบทที่ 1-2 ทรางสร้างเรา ให้เหมือนพระองค์ (His Likeness)ทำให้สามารถมีความสัมพันธ์ รู้จักพระเจ้า  ได้ยินเสียงของพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้  และ ตามพระฉายของพระองค์ ตามพระลักษณะของพระองค์  (His image)   เมื่อมนุษย์ทำบาปและได้เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า  แผนการไถ่ของพระองค์  ต้องการรื้อฟื้นเราให้กลับสู่สัมพันธภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์  สนิมสนมกับพระองค์ และเข้าสู่ตำแหน่งเดิม (ปฐก1:26-27)  ครอบครองร่วมกับพระองค์   การรื้อฟื้นนี้เป็นการรื้อฟื้น สู่ตำแหน่ง “ เจ้าสาวของพระคริสต์ “    นี่เองเป็นเหตุให้ พระคริสตธรรมใหม่มีคำสอนมากมาย ที่จะเตรียมเจ้าสาวของพระองค์ให้พร้อมรับเจ้าบ่าว     เพราะจุดหมายของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกำลังเดินไปสู่ งานมงคลสมรสของพระเฆษโปดก    พระเจ้าผู้เป็นองค์เจ้าบ่าวของเรากำลังรอคอยเจ้าสาวของพระองค์อยู่    พระองค์กำลังชำระ ประทินโฉม ตกแต่ง เจ้าสาวของพระองค์ให้พร้อม  เหมือภาพในหนังสือเอสเธอร์ ที่ชำระ ประทินโฉม ด้วยเครื่องหอมมากมาย เป็นเวลายาวนานก่อนถวายตัวเป็นราชินี
สัมพันธภาพในฐานะเจ้าสาวของพระคริสต์  เป็นเส้นทางที่คริสเตียนจะรับการเปลี่ยนแปลงชีวิต จากภายใน เข้าสู่ พระสิริ ที่พระเจ้าตั้งใจให้เราเป็น   เมื่อเราเดินในเส้นทางนี้เราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง จิตใจ  เปลี่ยนจากภายในส่วนลึกของชีวิตของเรา   หัวใจที่เปี่ยมด้วยรัก ให้กำลังฝ่ายจิตวิญญาณที่เราจะเดินไปกับพระเจ้าในสถานการณ์ต่างๆ  ผ่านการทดลองใจ    ความลำบากต่างๆ  ไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งการทรงเรียกของเราได้อย่างมีชัยชนะ
รับการเปลี่ยนแปลงโดยการเผชิญกับความรักของพระเจ้า
การรู้จักความรักขององค์พระเยซูคริสต์หมายถึง รู้จักโดยมีประสบการณ์ในความรักของพระองค์ พระเจ้าปรารถนาให้เราสัมผัสความรักของพระองค์ที่มีต่อเรา เพราะการแสดงออกที่เต็มด้วยความหมายนี้สำคัญยิ่งต่อผลที่เกิดขึ้นกับหัวใจของเรา
(ถ้าท่านไม่เคยสัมผัสถึงความรักของพระองค์  ขอให้หยุดตรงนี้ แล้ว ลองใช้ พระคัมภีร์ตอนนี้ อธิษฐานตามไป อย่างช้าๆ  พระเจ้าขอให้ลูกรู้จักกับความรักอันมากมายของพระบิดาด้วย )
ดังคำอธิษฐานที่อาจารย์เปาโลเฝ้าอธิษฐานเผื่อ คริสตจักรเอเฟซัส ว่า
            ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก คือให้ซาบซึ้ง (ประสบการณ์) ในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม (อฟ.3:18-19)
ก.      จากคำอธิษฐานของอัครทูตเปาโล ตอนนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า
1.      การสัมผัสความรักของพระเจ้านำความยินดี และความเบิกบานมาสู่จิตใจของเรา นี่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกของเรา  แค่ความรู้  ข้อมูล ไม่เพียงพอที่ทำให้เรามีกำลังเดินกับพระเจ้าอย่างมีชัยชนะได้
2.     การสัมผัสความรักของพระเจ้าเตรียมเราอย่างสมบูรณ์เพื่อไปถึงจุดหมายของชีวิต โดยการปักใจของเราลงในพระเจ้า การทะลุทะลวงในด้านการเจิมที่เต็มด้วยฤทธิ์เดชและความโปรดปรานของพระเจ้ามักพ่วงเอาความกดดันของการทดลอง  ความเย่อหยิ่งและการวิพากษ์วิจารณ์ตามมาด้วย    เมื่อเราตั้งมั่นคงในประสบการณ์แห่งความรักของพระเจ้าแล้ว เราก็จะถูกเตรียมเพื่อต่อต้านการประนีประนอมต่างๆ   เราจะเชื่อฟังพระเจ้าหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ได้   เมื่อการทดลองมาถึง ทั้งนี้เพื่อเราจะสามารถเดินด้วยความถ่อมใจในเวลาแห่งการยกชู และไม่เกรงกลัวมนุษย์เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์
3.       เป็นรากฐานเพื่อให้เราสามารถวิ่งเข้าหาพระเจ้าได้เสมอ  แทนที่จะวิ่งไปจากพระองค์ ในเวลาที่เราเผชิญกับความบาปและความอ่อนแอของเราตลอดเส้นทางแห่งชีวิต   เมื่อเรารู้สึกว่าพระเจ้ารักเราไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร   เราจะเข้าหาพระเจ้าด้วยความมั่นใจ  แม้ขณะเราอ่อนกำลัง  หรือทำผิดพลาดเราจะไม่กลัว แต่มีความเชื่อในการเข้าหาพระเจ้าเสมอ  ถ้าเราล้มลงเรารู้ว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าพยุงเราไว้   เราจะลุกขึ้นได้เร็ว
ข. เปาโลกล่าวว่า ความรักของพระเจ้านั้นเกินความเข้าใจ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราไม่สามารถเข้าใจความรักโดยปราศจากการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยความสามารถโดยธรรมชาติของเรา เพราะว่าโดยกำลังสติปัญญามนุษย์นั้นไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้
ค.      คริสต์จักรในปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง มีคริสเตียนมากมายพูดถึงความรักของพระเจ้า
  ขณะเดียวกันก็ไม่มุ่งแสวงหาประสบการณ์กับอำนาจแห่งความรัก ความเคยชินกับการประนีประนอมฝ่ายวิญญาณและการทำตามอำเภอใจ ทำให้บางคนได้รับการเร้าใจจอมปลอมด้วยการอ้างถึงความรักของพระเจ้า แต่ปราศจากความเข้าใจในความจริงแห่งพระสิริของความรักนั้น
ง.       ประสบการณ์ที่แท้จริงในความรักของพระเจ้าจะทำให้เราหิวกระหายหามากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หิวกระหายหาความบริสุทธิ์ เราติดตามหัวใจของพระเจ้าแม้ต้องยากลำบากเพื่อที่จะมีประสบการณ์กับความรักของพระองค์มากยิ่งขึ้น ความวิริยะอย่างบริสุทธิ์ไม่ใช่เป็นความพยายามเพื่อที่จะทำให้เราได้รับความรักของพระเจ้าแต่ด้วยการพาตัวเรามาสู่จุดที่จะมีประสบการณ์ในความรักมากยิ่งขึ้น
o    การชื่นชมยินดีในความรักของพระเจ้าไม่ใช่เป็นสิ่งตรงข้ามกับความบริสุทธิ์
o    การชื่นชมยินดีในความจริงของความรักของพระเจ้าไม่เคยนำเราไปสู่การนิ่งเฉยฝ่ายวิญญาณ
จ.       คำกล่าวสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับความเหมาะสมและคุณค่าของเราก็คือ ความรักของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อเรานั้นมีขนาดเท่าเดิม ตามที่พระองค์ได้รับมาจากพระบิดา
พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา…นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม (ยน.15:9-11)
1.       เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ปลดปล่อยความชื่นชมยินดีของพระเยซูให้กับเรา เราสัมผัสถึงความมั่นใจในพระเจ้าพร้อมทั้งความชื่นชมยินดี และเสรีภาพในพระวิญญาณเป็นเวลาของ “การดลใจ” ที่นำการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงระยะไม่กี่ชั่วโมง การดลใจเช่นนี้เป็นเหมือนพระคุณที่สามารถดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
2.       ให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม “การมีส่วนร่วม” ในความชื่นชมยินดีของพระเยซูที่เกิดขึ้นในอารมณ์ความรู้สึกของเรา ทำให้ลักษณะนิสัยของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ (อารมณ์ของเราถูกสร้างขึ้นใหม่) ซึ่งทำให้เรามีกำลังด้วยความยินดีอย่างสม่ำเสมอ
3.       จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา การท้าทายคือยึดมั่นอยู่ในความรักของพระเจ้า เราต้องตั้งใจเพื่อที่จะเข้าใจความรักของพระเจ้า จากนั้นก็ต่อสู้ต่อไป ดังนั้นเราจะต้องดำรงอยู่ในความจริงของความรัก นี่เป็นความสำคัญอันดับแรกที่ซาตานจะโจมตีในฐานะที่เป็นผู้กล่าวหาเรา (วว.12:10)
4.       ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา – การเสาะแสวงหาการเชื่อฟังอย่างเสมอต้นเสมอปลาย 100 เท่า เป็นการเพิ่มประสบการณ์ของเราในความรักของพระเจ้าโดยการวางเราในตำแหน่งที่จะทำให้เราได้รับความรักมากขึ้น (ไม่ใช่หาได้มากขึ้น)
5.       นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว ถ้อยคำของพระเจ้าเป็นทางของพระเจ้าสำหรับเราเพื่อทำให้เราเติบโตขึ้นในประสบการณ์ของความรักของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ ท่านทั้งหลายจะรู้จัก (มีประสบ- การณ์) สัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท (ยน.8:32)
   ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต เราไม่คอยรับเกียรติจากมนุษย์ แต่เรารู้ว่าท่านไม่มีความรักพระเจ้าในตัวท่าน (ยน.5:39-42)
ฉ.      อาวุธที่มีพลานุภาพที่สุดในการต่อต้านการกล่าวโทษอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของซาตาน คือ ความจริงของความรักของพระเจ้า
พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้น เพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลายด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใด ๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ (รม.8:32-39)
ประสบการณ์กับความรักของพระเจ้า จะเปลี่ยน วิธีการที่เรานมัสการพระเจ้า  ทำให้เรานมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ 

นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ การเปิดวิญญาณ : หลักการ 7 ประการ

ในข้อนี้แหละ ความรักของเราจึงสมบูรณ์ เพื่อเราทั้งหลายจะได้มีความมั่นใจในวันพิพากษา เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นไร เราทั้งหลายในโลกนี้ก็เป็นเช่นนั้น ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษ และผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์ เราทั้งหลายรักก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน (1 ยน.4:17-19)
การเกรงกลัวการพิพากษาเกี่ยวโยงกับการทนทุกข์ ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงปิดใจของเราเมื่อเรากลัวการถูกพิพากษา ในความสัมพันธ์ของเราทุกด้าน (ทั้งกับพระเจ้าและมนุษย์) เราปกป้องจิตใจของเราเมื่อรู้สึกถูกตัดสินหรือกล่าวโทษ ดังนั้น เราจึงได้รับจากพระเจ้าเพียงเล็กน้อยเมื่อเรานมัสการพระองค์ด้วยใจที่ปิด หรือปกป้องจิตวิญญาณของเรา พระราชกิจที่สำเร็จแล้วที่กางเขนได้นำความกล้าหาญมาให้แก่เราในวันแห่งการพิพากษา เช่นเดียวกับที่พระเยซูได้รับจากพระบิดา (2 คร.5:17-21) นี่ไม่ใช่เป็นความจริงหลังจากที่เราตายไปแล้วเท่านั้น แต่ยังเป็นความจริงในขณะที่เรามีชีวิตบนโลก (1 ยน.4:17 ค) ซึ่งเต็มไปด้วยความอ่อนแอนี้ด้วย
ตัวอย่างชีวิต ของ เปโตร ที่ได้ปฎิเสธพระเยซูถึงสามครั้ง  หมดกำลังใจกับตัวเอง  หันกลับไปจับปลาอีก  เมื่อพระเยซูถูกตรึง  เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เห็นว่าพระเยซูทรงเยี่ยมเยียนเปโตรที่ชายฝั่งทะเล เมื่อพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย  พระองค์ไม่ได้ไปตำหนิ  ตักเตือน เปโตร  แต่ไปยืนยันความรักของพระองค์กับเปโตรอีกครั้ง  คำถามของพระเยซูที่ถามเปโตร ว่า เจ้ารักเราหรือนั้น  เป็นคำถามที่ยืนยันความรักของเปโตร  และ ยืนยันว่า พระเยซูเองก็รับความรักที่อ่อนแอของเปโตรด้วย   จากวันนั้นทำให้เปโตรเดินติดตามพระเยซูตราบวันสุดท้ายของชีวิต    ความรักที่อ่อนแอที่เรามอบให้พระองค์  พระองค์รับไว้เป็นรักแท้  พระเจ้าทรงรับความรักที่อ่อนแอของเราเสมอ   ทำให้เรามีกำลังที่จะเชื่อฟังพระองค์  ความเราเราก็เข้มแข็งมากขึ้น
ขอเชิญชวนใคร่ครวญความจริงต่อไปนี้  เพื่อวิญญาณเราจะไม่ถูกปิดกั้นด้วยความเข้าใจผิด
ก.    หลักการที่ 1 การไม่เจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณมีความแตกต่างจากการกบฏ
1.  ถึงแม้ว่าการกบฏ และการไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณเมื่อมองภายนอกแล้วอาจจะเหมือนกัน แต่หัวใจภายในนั้นแตกต่างกันมาก
2.  มีคริสเตียนมากมายเชื่ออย่างผิด ๆ ว่าตัวเองกบฏต่อการยกย่องนับถือพระเจ้า
3.  เราแต่ละคนจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นการกบฏหรือเป็นเรื่องของการไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณ?
4.  เอกลักษณ์ฝ่ายวิญญาณ: แก่นแท้ของเอกลักษณ์ของเรา ในฐานะผู้เชื่อที่บังเกิดใหม่ คือ การเป็นคนรักของพระเจ้าอย่างแท้จริง
·       คุณเป็นทาสของบาปซึ่งต้องต่อสู้เพื่อที่จะรักพระเจ้า หรือคุณเป็นคนรักของพระเจ้าซึ่งต่อสู้กับความบาป
·       เราไม่ได้ถูกนิยามจากการต่อสู้ของเรา
5.  ดาวิดเข้าใจว่าพระเจ้าทรงปลื้มปิติในตัวของท่าน แม้ว่าในความอ่อนแอของท่าน (การไม่เติบโต) หรือในขณะที่ท่านกำลังเติบโต
6.  บุคคลผู้ซึ่งกลับใจใหม่อย่างจริงใจจะ
·       ยอมรับว่าทำบาป: อธิบายถึงพฤติกรรมที่เป็นบาปของตนตามความเป็นจริง
·       มีความรับผิดชอบต่อความบาปของตน
·       เห็นความบาปเป็นเรื่องร้ายแรง
7.  การตอบสนอง 3 ประเภท ต่อความบาปของคริสตจักรในปัจจุบันนี้คือ:
·       การตอบสนองประการที่ 1 ความบาปไม่ได้เป็นเรื่องที่สำคัญ – กลุ่มที่ไม่เคารพในศีลธรรม
·       การตอบสนองประการที่ 2 ความบาปเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อบุคคล – กลุ่มที่เคร่งครัดในหลักศาสนา
·           การตอบสนองประการที่ 3 ความบาปเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แต่เมื่อกลับใจจากบาปแล้วก็ได้รับการอภัย บาปจึงไม่มีอำนาจอีกเพราะชีวิตของเรามีพระคุณของพระเจ้าเป็นคุณค่า
8.  การกบฏอยู่ในหัวใจที่ต่อต้าน โดยการเพียงแต่พูดอย่างง่าย ๆ ว่า “ไม่” ต่อคำสั่งของพระเจ้า หรือไม่ก็ควบคุมอยู่เหนือด้านต่าง ๆ ของชีวิตเรา (อฟ.4:30; 1 ธส.5:19; 1 ซมอ.15:22-23)
9.  หัวใจของซาอูลกับหัวใจของดาวิด
ซาอูล ชอบสร้างภาพให้คนเห็นว่าดี  แต่ ภายในเขาไม่ให้เกียรติพระเจ้า  ไม่เชื่อฟัง  แต่ดาวิด เมื่อเขาทำผิด เขายอมรับการตีสอน  ยามอยู่ในมือของพระเจ้า  กลับใจต่อหน้าประชาชน เดินตามพระเจ้าสุดใจค่อไป
ข.    หลักการที่ 2 เรามีความมั่นใจในความชื่นชมยินดีของพระเจ้า แม้ในขณะที่ไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณ
1.  มีคนมากมายคิดการที่พระเจ้ายินดีในตัวเขาในเวลานี้เป็นสิ่งผิดปกติ
2.  มีคริสเตียนจำนวนนับไม่ถ้วนรู้สึกว่า พระเจ้าทรงกริ้ว หรือทรงผิดหวังในความสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อพระองค์
3.  ให้พิจารณาประเด็นต่อไปนี้
·       พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรกับธรรมิกชนที่อยู่ในสวรรค์?
·       พระเจ้าทรงรู้สึกอย่างไรกับคนที่เติบโตในฝ่ายวิญญาณบนโลกนี้ อย่างเช่น อัครทูตเปาโล
·       คนที่เติบโตในฝ่ายวิญญาณนั้นเติบโตได้อย่างไร? เส้นกำหนดระหว่างคนที่เติบโตและคนที่ไม่เติบโตอยู่ที่ไหน? และ ณ จุดใดที่พระเจ้าจะหันมาหาคุณและเริ่มชื่นชมในตัวคุณ
·       สรุป: โดยปกติแล้วพระเจ้าทรงชื่นชมในความอ่อนแอที่สุดของคริสเตียนที่ไม่เติบโต
4.  มีการเร้าใจอย่างสูงเพื่อความบริสุทธิ์มากกว่าการเกรงกลัวการพิพากษา มันเป็นพลังแห่งความรักไม่ใช่เพราะความดีของเรา (ยรม.3:14) นี่เป็นแกนหลักของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับบางคน แท้จริงแล้วก็คือหลักการอย่างเดียวกันที่ทำงานในชีวิตของผู้เชื่อโดยตลอด ไม่ใช่เพียงเมื่อตอนกลับใจใหม่
ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้ แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์ เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์ โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์ ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่ (รม.5:6-10)
5.  รม.6:1 อัครทูตเปาโลถูกกล่าวหาว่าชักชวนคนให้ทำบาป เพราะว่าท่านได้ทำให้พวกเขามั่นใจในพระคุณ
ค.      หลักการที่ 3 ความชื่นชนยินดีของพระเจ้าสำหรับเรา ไม่เสมอกันกับการที่ทรงยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ
1.      ความชื่นชมของพระเจ้าในเราต่างกันกับการยอมรับของพระองค์ต่อสิ่งที่เราทำ
2.      มีข้อสรุปอย่างผิด ๆ มากมาย: ถ้ามีจุดใดจุดหนึ่งที่พระองค์ไม่ยอมรับ พระเจ้าก็ไม่ยอมรับทุกสิ่งของคนนั้น
3.      ผู้เป็นบิดาของบุตรที่หลงหายได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับบุตร ไม่ใช่เพราะว่าบิดายอมรับวิถีการดำเนินชีวิตของเขา แต่เพราะบิดาต้องการจะพาบุตรคนนั้นไปสู่เอกลักษณ์ที่สำคัญของเขา คือ ในฐานะผู้เป็นที่รักของพ่อ (พระเจ้า) เพื่อจะจัดการกับรากปัญหาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาจากไปในอดีต
ง.     หลักการที่ 4 ความไม่พอพระทัยของพระเจ้าทำให้พระองค์ลงวินัย
1.      พระเจ้าจะให้ความยากลำบากเป็นสาเหตุทำให้เราร้องเรียกหาพระองค์ และเพื่อช่วยเราให้มีเสรีภาพจากการโอนเอียงไปสู่ทางที่ผิด
2.      พระเจ้าจะทำให้ทางที่ผิดนั้นดูไม่น่าพึงพอใจ หรือเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนสำหรับเราด้วย
3.      พระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้านำการกันดารมาเหนือแผ่นดิน (ลก.15:14) เช่นเดียวกัน การลงวินัยของพระเจ้าได้นำบุตรที่หลงหายนั้นไปสู่ความอดอยาก เพื่อเขาจะรู้สึกเกลียดชังวิถีชีวิตที่เขาได้เลือกนั้น
จ.        หลักการที่ 5 การแก้ไขขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ใช่การปฏิเสธของพระองค์
1.      การลงวินัยของพระเจ้าไม่ได้เป็นการประกาศการจงเกลียดจงชังหรือการปฏิเสธจากพระองค์ แต่เป็นการประกาศถึงความรักที่พระองค์มีต่อเรา เป้าหมายแท้จริงที่พระเจ้าลงวินัย ก็เพื่อปลดปล่อยให้เราเป็นไทจากสิ่งต่าง ๆ ที่ขวางกั้นความสามารถของเราในการรับและตอบสนองต่อความรักของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ การตีสอนของพระเจ้าจึงเกิดจากการปรารถนาความสัมพันธ์สนิทกับเรา
“และท่านได้ลืมคำเตือนในฐานะที่เป็นบุตรว่า บุตรชายของเราเอ๋ย อย่าละเลยต่อการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า และอย่าท้อถอยในเมื่อพระองค์ทรงตีสอนนั้น เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรักและเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตรพระองค์ก็ทรงตีส่อนผู้นั้น” (ฮบ.12:5-6)
2.      ชายหรือหญิงที่อยู่ภายใต้การลงวินัยของพระเจ้า คือ ผู้ที่พระองค์ทรงชื่นชมและปิติยินดี
3.      กษัตริย์ดาวิดมีประสบการณ์กับการตีสอนของพระเจ้า เพราะความบาปที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไม่เติบโต (ความอ่อนแอ) ของเขา
         “เพราะพระเจ้าทรงตักเตือนผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดังบิดาตักเตือนบุตรผู้ที่เขาชื่นชม” (สภษ.3:12)
ฉ.             หลักการที่ 6 ความรักที่อ่อนแอไม่เหมือนกับความรักที่หน้าซื่อใจคด
หลายครั้งที่เรา อ่อนแอ  เรามักคิดว่า  พระเจ้าไม่รับความรักของเรา  ตำหนิตัวเอง  จิตใจเรามีแต่คำฟ้องผิด  เราคิดว่า ความอ่อนแอ( weakness) ของเราคือ วิญญาณที่มักกบฏ ไม่เชื่อฟังพระเจ้า  เราท้อใจมาก หมดกำลังที่จะเชื่อฟัง  คิดว่า เราล้มเหลวแล้ว    แต่ความจริง  คือว่า
1.      ความจริงที่เราทุกคนมีความอ่อนแอไม่ได้หมายความว่า เราไม่สามารถเป็นคนที่รักพระเจ้าจริงได้
2.    คนหน้าซื่อใจคด คือ ผู้ซึ่งพูดอย่างหนึ่งและทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่คนที่พูดอย่างหนึ่งแต่ไม่ทำตามที่ตนได้พูดไว้
3.    เมื่อเราอยู่ภายใต้การตีสอนของพระเจ้า เราต้องมองเห็นตัวเราว่าเป็นคนที่รักพระเจ้าแท้จริง ซึ่งความรักที่เรามีคต่อพระเจ้าเคลื่อนใจของพระเจ้า
4.    เอกลักษณ์ที่เป็นพื้นฐานของเรา –
       ถ้าความบาปเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา เช่นนั้นเราก็จะให้นิยามตัวเราเองจากการต่อสู้ที่เพิ่งเกิดขึ้น
5.    เรายังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่คนที่ตายแล้ว
       “อย่ายกอวัยวะของท่านให้แก่บาปให้เป็นเครื่องใช้ในการอธรรม แต่จงถวายตัวของท่านแด่พระเจ้า…” (รม.6:13)
ช.        หลักการที่ 7 การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในฝ่ายวิญญาณปกป้องให้เราอยู่ในการเจิม
เราสามารถรับพระคุณจากการวางมือ  ส่งต่อการเจิมมาสู่เรา  แต่ในที่สุดเราต้องเดินกับพระเจ้าพัฒนาการเจิมในชีวิตของเรา  ด้วยสัมพันธภาพที่เรามีกับพระองค์  ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่มีทางลัดของการได้มาซึ่งสิทธิอำนาจฝ่ายวิญญาณ
1.      พระเจ้ามีการตอบสนอง 3 ประการต่อผู้คนที่ทำบาปในโลกนี้
o    พระเจ้าทรงรักผู้ที่ยังไม่เชื่อทุกคน (ยน.3:16)
o    พระเจ้าทรงชื่นชมต่อผู้ที่รับการไถ่แล้ว
o    พระเจ้าทรงมอบหมายระดับของฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้แก่ผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ
2.      ทำไมผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณจึงได้รับการเจิมมากกว่าคนที่ไม่เติบโต?
         เพราะว่าพระเจ้าประทานฤทธิ์อำนาจของพระองค์ในบริบทที่ความเติบโตจะปกป้องผู้เชื่อที่ถูกเจิมไว้
3.      เราไม่สามารถได้รับการเจิมมากขึ้นด้วยกำลังของเราเอง
4.      เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อนั้นเราสามารถจะรับใช้ภายใต้การทรงเจิมที่มากขึ้นโดยไม่ต้องล้มลงในความบาป ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึงปกป้องประชากรที่พระองค์ทรงรัก โดยรอคอยให้พวกเขาเติบโตก่อนที่พระองค์จะประทานการเจิมที่ยิ่งใหญ่ให้
5.      การยับยั้งฤทธานุภาพของพระเจ้า เพื่อให้เราเติบโต  และกระตุ้นความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า  พระเจ้าอย่างให้เราเติบโต  ชีวิตเราต้องได้รับการเยียวยา แตะต้อง  ปรับปรุงก่อน
 ก.      เมื่อพระเจ้าต้องการทำให้เรารักพระองค์ พระองค์เปิดเผยพระองค์ในฐานะที่เป็นคนรักของเรา
         เราทั้งหลายรักก็เพราะ (เราเข้าใจว่า) พระองค์ทรงรักเราก่อน (1 ยน.4:19)
ในพระคัมภีร์เดิม  Shema ของชาวยิว  “ โออิสราเอลเอ๋ย พระเจ้าของเจ้าเป็นพระเจ้าเดียว  จงรักพระเจ้าของเจ้า……”  พระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบในพระองค์เอง  ไม่มีใครสร้างพระองค์   ทรงทำทุสิ่งได้  เป็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด   ทรงปรารถนาให้เรารักตอบพระองค์   ช่างเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อว่าพระองค์ทรงต้องการเรา   ทรงปรารถนาเรา  ทรงชอบเรา   ให้เราเป็นคนพิเศษ ในหัวใจของพระองค์  เกินความเข้าใจ  แต่เป็นความจริง  เพื่อ เราจะรักพระองค์  พระองค์ทรงบอกรัก  สำแดงความรัก   แตะใจเราก่อน  …………..
ข.      เราทั้งหลายรักก็เพราะเราเข้าใจว่าพระองค์ทรงรักเราก่อน เราชื่นชมยินดีหรือเสาะแสวงหาพระเยซู เพราะเราเข้าใจว่าพระองค์ทรงชื่นชมหรือเสาะแสวงหาเราก่อน
ค.      หลักการ – เมื่อเราเผชิญอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับหัวใจของพระเจ้า (ความรักของพระองค์) มันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจเราตื่นตัวหันกลับไปหาพระองค์ การพบกัน (การใคร่ครวญจนกระทั่งรับการสำแดง) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การเข้าใจหัวใจของพระเจ้าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกของเราต่อพระองค์
ค.      เมื่อเราเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา เมื่อนั้นพระเจ้าเปลี่ยนแปลงหัวใจของเรา เราเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา (ความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า) จากนั้นพระพระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงอารมณ์ความรู้สึกของเรา (เปิดหัวใจของเรา) ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระเจ้าทำลายหัวใจของเรา ความคิดผิด ๆ เกี่ยวกับพระลักษณะของพระเจ้านำไปสู่การปิดกั้นความสัมพันธ์สนิทของเรากับพระองค์
แล้วเราจะเปลี่ยนความคิดของเราได้อย่างไร   โดยเปลี่ยน การจดจ่อ  ปรับพื้นที่ทางความคิดของเรา  หันมา  จดจ่อ ที่พระสิริของพระเจ้า  พระวิญญาณแห่งความจริงจะทรงนำสิ่งที่เป็นของพระเยซูคริสต์มาสำแดงกับเรา    ทำลายความคิดจอมปลอม  คำหลอกลวง  ที่เราเข้าใจพระเจ้าผิดมากมาย  แล้ว หัวใจเจะเปิดออก…

IV.  การเพ่งมองพระสิริของพระเจ้า

– ฤทธานุภาพ พระปัญญา และความรู้สึกของพระองค์

แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ มีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ (2 คร.3:18)
ก.      หลักการของ “การเพ่งมองและทำให้กลายเป็นเหมือนสิ่งที่เราจดจ่อนั้น” – อะไรก็ตามที่เรามองเห็น (การใคร่ครวญจนกระทั่งรับการสำแดง) ในหัวใจของพระเจ้าที่มีต่อเราทำให้หัวใจของเราตื่นตัวตอบสนองกลับไปที่พระองค์ (การเปลี่ยนแปลง) ในลักษณะเดียวกัน การเพ่งมองพระทัยพระเจ้าหมายถึง การเรียนรู้ถึงพระทัยของพระองค์จนกระทั่งเราเข้าใจมากขึ้นและจนกว่าได้พบกับพระองค์   ( เรามองดูพระองค์  พระลักษณะของพระเจ้าก็จะส่งต่อมาที่เรา( impart) ทำให้จิตใจเราอ่อนโยน  ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ละน้อย   จากพระสิริหนึ่ง สู่อีก พระสิริหนึ่ง )
ข.      ใน 2 คร.3:18 เปาโลอ้างถึงสถานการณ์ในชีวิตของโมเสสเป็นพิเศษ ซึ่งท่านได้ร้องทูลเพื่อขอเห็นพระสิริของพระเจ้า การประกาศพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ การประกาศบุคคลิกภาพของพระองค์ (อารมณ์ความรู้สึกของพระองค์)
โมเสสจึงกราบทูลว่า “ขอทรงโปรดสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ข้าพระองค์เถิด” พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราจะให้คุณความดีของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของเรา คือ เยโฮวาห์ ให้ประจักษ์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น และเราประสงค์จะเมตตาแก่ผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น” (อยพ.34:18-19)
พระเจ้าเสด็จผ่านไปข้างหน้าท่าน ตรัสว่า “พระเยโฮวาห์ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าผู้ทรงพระกรุณา ทรงกอปรด้วยพระคุณ ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และความสัตย์จริง (อยพ.34:6)
·   การประกาศพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ การประกาศบุคลิกภาพของพระองค์ (พระลักษณะของพระองค์)
·   พระสิริของพระเจ้ารวมไปถึงฤทธิ์อำนาจและพระปัญญาของพระเจ้า อย่างไรก็ตามพระสิริสูงสุดของพระเจ้าคือ อารมณ์ความรู้สึกของพระองค์ (การทรงสำแดงความรักของพระองค์)
·   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเมตตา คือ พระองค์ทรงอ่อนโยนต่อความอ่อนแอของเรา
·   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระคุณ คือ พระองค์ไม่ได้โต้ตอบอย่างที่เราสมควรจะได้รับ
·   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกริ้วช้า คือ พระองค์ทรงอดทนต่อเราและไม่ลบเราออกไป
·   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสนดี คือ พระองค์ทรงอุดมด้วยแผนการอันดีสำหรับเรา
ค.      อารมณ์ความรู้สึกของพระเจ้าที่สามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด คือ พระเมตตาที่อ่อนโยนและความยินดีของพระ- องค์ เราจะไม่สามารถเข้าใจความรักที่พระองค์มีต่อเรา จนกระทั่งเรามีพื้นฐานความเข้าใจถึงพระเมตตาที่อ่อนโยนและความยินดีที่พระองค์มีต่อเรา
ง.       พระเมตตาที่อ่อนโยนของพระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะหาสิ่งใดมาเปรียบได้
         ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนไม่ชอบธรรมสละความคิดของเขา ให้เขากลับยังพระเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงกรุณาเขา และยังพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์จะทรงอภัยอย่างล้นเหลือ เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา” พระเจ้าตรัสดังนี้ “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น” (อสย.55:7-9)
จ.      พระเยซูทรงดำเนินในการเจิมแห่งความยินดีมากกว่ามนุษย์คนใดในประวัติศาสตร์ (ฮบ.1:9; สดด.45:7) จิตวิญญาณของพระองค์มีเสรีภาพที่เต็มล้นด้วยความยินดี จนเปล่งประกายออกจากพระพักตร์ของพระองค์ ความยินดีและสันติสุขเป็นศูนย์กลางแห่งบุคคลิกภาพของพระเยซู พระองค์มอบสันติสุขของพระองค์ให้แก่ผู้คนโดยการบำรุงเลี้ยงด้วยพระคำของพระองค์ จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกเกิดสันติสุขขึ้นในพวกเขา ดาวิดเป็นนักศาสนศาสตร์ในเรื่องความยินดีของพระเจ้า ท่านได้อธิบายพระทัยของพระเจ้าว่า ทรงเต็มไปด้วยความยินดีและความพึงพอใจ พระเยซูทรงเปี่ยมล้นด้วยความปิติยินดี ท่าทีที่สำคัญในหัวใจและรูปแบบการเป็นผู้นำของพระองค์ คือ ความยินดี (สดด.16:11)
ฉ.      ความยินดีที่งดงามของพระเจ้าไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม กรอบความคิดทั่วไปของคนส่วนใหญ่เมื่อเราข้องเกี่ยวกับพระองค์ก็คือ พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่มักจะขี้โมโหและขี้น้อยใจ การสำแดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่หัวใจยิ้มแย้มทำให้หัวใจของเราเริ่มยิ้มแย้มด้วย การสำแดงนี้ทำให้เรามั่นคงด้วยจิตวิญญาณที่มีเสรีภาพแทนที่จะถูกโถมทับด้วยการกล่าวโทษ
ช.      ในขณะที่เรากลายเป็นผู้เรียนรู้ถึงความรู้สึกของพระเจ้า เราก็เติบโตขึ้นในการสำแดงถึงพระเมตตาที่อ่อนโยน จากนั้นเป็นความยินดี แล้วก็ความรักของพระองค์

เรื่องเล่า  ประสบการณ์ส่วนตัว  คำพยาน

การเป็นคริสเตียนมานาน  เรามีประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่ยาวนาน  มีผลทั้งบวกและลบ  เป็นทั้งแรงส่งและแรงต้านให้เราเดินสู่จุดมุ่งหมายในการทรงเรียกได้เร็วหรือล่าช้าได้   ตัวช่วยที่ทำให้ข้าพเจ้า ที่แสวงหาพระเจ้าผ่านงานสัมมนา  ฟื้นฟู  มากมาย  ในที่สุด ข้าพเจ้าพบว่า ตัวช่วยที่ดีที่สุดที่ทำให้ข้าพเจ้ามีประสบการณืกับพระเจ้า  ใกล้ชิดสนิทสนม  ได้รับการเยียวยา ชำระ  ปลดปล่อย คือ  การใช้เวลาในการทรงสถิตของพระเจ้าใน ห้องอธิษฐานของนิเวศน์อธิษฐานประเทศไทย   และ ในชีวิตส่วนตัวกับพระเจ้าในที่ลี้ลับ  การทรงสถิต ( manifest presence of God) ทำให้ชีวิตข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงจากภายใน  ช่วยให้มีประสบการณ์กับงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ระดับลึก

ให้ความหิวกระหาย  ใจปรารถนาที่จะอยู่ในความบริสุทธิ์ เชื่อฟังพระเจ้า   ให้ความมั่นคงในจิตวิญญาณ   ไม่ติดยึดกับมนุษย์  เพิ่มพูนการเจิมในชีวิตส่วนตัว       ขอเชิญชวนพี่น้องมาร่วมนมัสการอธิษฐานกับเราตามโอกาสที่ท่านมีคะ     พระวิญญาณบริสุทธิ์ปรารถนานาสิ่งที่เป็นของพระเยซูมาเปิดเผยสำแดงแก่เรา   มาส่งต่อ  impart  ให้เราเสมอ  เพียงแต่เราจะหิว  เท่านั้นเอง   ขอพระเจ้าอวยพร

( เรื่องการเพ่งมองที่พระสิริ  สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Contemplative Prayer ของ รร อธิษฐาน และ อธิษฐานวิงวอน โดย นิเวศอธิษฐานประเทศไทย )

โปรดอธิษฐานเผื่อ พันธกิจของนิเวศอธิษฐานประเทศไทย และ พิจารณา ที่จะเป็นหุ้นส่วนพันธกิจกับเรา  ร่วมแรงร่วมใจ  ร่วมนิมิต ให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย
วรรณา   ไพบูลย์้กษมสุทธิ (  wanna.thop@gmail.com)
www.t-hop.org
———————————————————————————————-

แหล่งที่มาของบทความ  แหล่งที่มาของข้อมูล : Encounter God’s affections: The pathway to our destiny by Mike Bickle, IHOP.

Posted 21st November 2011 by 
Powered by www.477internet.com